รีเซต

"จีน" จ่องัดคลังสำรองน้ำมัน รับวิกฤตตะวันออกกลาง

"จีน" จ่องัดคลังสำรองน้ำมัน รับวิกฤตตะวันออกกลาง
TNN ช่อง16
19 มีนาคม 2569 ( 12:22 )
3

จีนอาจเริ่มดึงน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงพาณิชย์มาใช้ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งกำลังกดดันเสถียรภาพด้านพลังงานและการผลิตภายในประเทศ

รายงานวิเคราะห์ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันในจีนอาจต้องใช้สต๊อกน้ำมันดิบมากถึงวันละ 1 ล้านบาร์เรล ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการลดกำลังการผลิตหรือการหยุดดำเนินงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศที่มีความเปราะบางด้านซัพพลาย

จีนสะสมคลังน้ำมันอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณสำรองรวมแตะระดับประมาณ 1.4 พันล้านบาร์เรล โดยแบ่งเป็นคลังเชิงพาณิชย์ราว 851 ล้านบาร์เรล และคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์อีกกว่า 400 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม คลังเชิงยุทธศาสตร์ยังคงถูกสงวนไว้ ขณะที่การนำคลังพาณิชย์ออกมาใช้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากภาครัฐหลายขั้นตอน

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ปริมาณน้ำมันดิบในคลังเหนือพื้นดินของจีนเริ่มปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงต้นถึงกลางเดือนมีนาคม แม้อาจเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด แต่ก็สะท้อนแรงกดดันที่เริ่มก่อตัว

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่จำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทานภายในประเทศ ขณะที่บริษัทน้ำมันรัฐอย่าง Sinopec ได้เริ่มลดกิจกรรมการผลิตแล้ว

นักวิเคราะห์คาดว่า กำลังการกลั่นน้ำมันของจีนอาจลดลงระหว่าง 400,000 ถึง 800,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน และอาจขยายตัวถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในระยะถัดไป หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

ในเชิงกลยุทธ์ โรงกลั่นของรัฐมีแนวโน้มปรับโฟกัสการผลิตไปยังน้ำมันเชื้อเพลิงหลัก เช่น เบนซินและดีเซล มากกว่าสารเคมี เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ ขณะที่โรงกลั่นอิสระหรือกลุ่ม "teapot" ยังคงเดินเครื่องต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น อิหร่านและรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะจากอินเดียที่เข้ามาแย่งซัพพลายในตลาดเดียวกัน

ภาพรวมสะท้อนว่า จีนกำลังใช้มาตรการหลายด้าน ทั้งการจำกัดการส่งออก การบริหารสต๊อกในประเทศ และการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อรักษาสมดุลพลังงานในช่วงวิกฤต

นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบจากการหยุดชะงักของซัพพลายน้ำมันโลกจะเริ่มเห็นชัดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน และอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดพลังงานโลกในระยะต่อไป 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง