หมดยุค "โรงงานจีน โรงงานโลก" จีน เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ เลิกพึ่งพาแค่ส่งออก แล้วจะพึ่งใคร?

หมดยุค "โรงงานจีน = โรงงานโลก" ? เมื่อทางการจีน เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ เลิกพึ่งแค่ส่งออก หันกระตุ้นคนใช้เงินในประเทศ ดันเติบโตยั่งยืน
จีนกำลังพยายามเปลี่ยนตัวเอง จากโรงงานโลก จากการหวังพึ่งพาการส่งออก ไปสู่การพึ่งตัวเองให้มากขึ้น กระตุ้นส่งเสริมให้คนจีน คนในประเทศใช้เงินมากขึ้น เพื่อเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจ และสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
ทางการจีนกำลังปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ล่าสุด ในการประชุมสองสภา (Two Sessions) หรือ การประชุมการเมืองประจำปีของจีน รัฐบาลจีนได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการปรับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ โดยหันมาเน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เป้าหมาย คื อการเปลี่ยนเศรษฐกิจจีนจากโรงงานของโลก หรือเป็นประเทศที่พึ่งพาการผลิตและการส่งออก ไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศ
การเปลี่ยนทิศทางนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางการค้ากับประเทศตะวันตก และวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้รัฐบาลต้องมองหา “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตได้ในระยะยาว
พร้อมกันนี้ล่าสุดรัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าจีดีพีในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4.5–5% ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เพราะเราเคยได้เห็นเศรษฐกิจจีนเคยเติบโตเกิน 8–10% ต่อปีมาแล้ว แต่ตัวเลขนี้ก็บอกเราว่าจีนกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโตที่ช้าลง แต่ต้องมีเสถียรภาพและยั่งยืนมากขึ้น
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเติบโตจากสูตรสำเร็จที่ชัดเจน นั่นคือการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ประเทศได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นถนน ทางด่วน สนามบิน หรือเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ยาวที่สุดในโลก โครงการเหล่านี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานจำนวนมาก และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ภาคการผลิตของจีนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โรงงานจำนวนมากผลิตสินค้าหลากหลายตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยี ส่งออกไปยังทั่วโลก จนทำให้จีนได้รับฉายาว่า “โรงงานของโลก”
แต่เมื่อเวลาผ่านนานไปแล้ว กลับพบว่าโมเดลแบบเดิมเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากทำให้บางพื้นที่มีโครงการเกินความจำเป็น และในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ๆก็ไม่สดใสเหมือนก่อน
อีกปัญหาสำคัญ คือ "หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น" ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการลงทุนในโครงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก และเมื่อรายได้จากการขายที่ดินลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นจึงกลายเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจับตาเช่นกัน
นอกจากนี้ การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปยังทำให้จีนเจอความเสี่ยงอย่างหนักเมื่อเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน เพราะถ้าหากวันไหนที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรือเกิดข้อพิพาททางการค้าขึ้นมา การส่งออกของจีนก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยโดยทันทีแบบหนีไม่พ้น ดังนั้นทางออกที่จีนต้องงัดเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหา คือ เพิ่มการบริโภคภายในประเทศ
และขณะเดียวกันก็มีคำเตือน จาก IMF ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF : International Monetary Fund ระบุว่า การใช้จ่ายของครัวเรือนจีนคิดเป็นเพียงประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก เช่น สหรัฐอเมริกา การบริโภคของประชาชนคิดเป็นมากกว่าสองในสามของเศรษฐกิจ
หมายความว่าเศรษฐกิจจีนยังไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงส่งภายใน จากการใช้จ่ายของผู้บริโภค และถ้าหากจีนสามารถเพิ่มการบริโภคภายในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้นั่นเอง
เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลจีนจึงเริ่มผลักดันแนวคิดที่เรียกว่า “การลงทุนในประชาชน” แนวคิดนี้หมายถึงการเพิ่มรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน เพื่อให้คนรู้สึกมั่นใจพอที่จะใช้จ่ายมากขึ้น เช่น การเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ การปรับปรุงระบบประกันสุขภาพ การสนับสนุนครอบครัวที่มีลูก รวมถึงการเพิ่มรายได้ของประชาชนในชนบท
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเพิ่มวันลาพักร้อนแบบมีค่าจ้าง เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคบริการ
นอกจากมาตรการระยะยาวแล้ว รัฐบาลจีนยังใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการสินค้าเก่าแลกใหม่ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยนักวิเคราะห์จาก UBS Group คาดว่าโครงการลักษณะนี้อาจมีมูลค่ามากกว่า 300,000 ล้านหยวน หากรัฐบาลตัดสินใจขยายมาตรการที่ว่านี้เพิ่มเติม
นอกจากนี้จีนยังพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางและใช้จ่ายจำนวนมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแม้จำนวนการเดินทางจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนกลับลดลง เพราะคนจีนยังคงระมัดระวังในการใช้เงิน
ปัจจัยสำคัญที่มากดดันเศรษฐกิจจีน มีรอบด้าน ตั้งแต่วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงปัญหาสังคมผู้สูงวัย
ภาคอสังหาริมทรัพย์เคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจีน และมีสัดส่วนสูงมากของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด แต่หลังจากรัฐบาลจีนเริ่มควบคุมหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งเริ่มเผชิญปัญหาการเงิน บางบริษัทถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้โครงการก่อสร้างจำนวนมากหยุดชะงัก
สำหรับครัวเรือนจีน อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด เมื่อราคาบ้านลดลง ความรู้สึกมั่งคั่งของประชาชนก็ลดลงตามไปด้วย และเมื่อผู้คนรู้สึกว่าตนเองมีทรัพย์สินน้อยลง พวกเขาก็มักจะลดการใช้จ่าย
นอกจากปัญหาอสังหาริมทรัพย์แล้ว จีนยังต้องเผชิญความท้าทายอื่น ๆ เช่น อัตราการเกิดที่ลดลง และจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังแรงงานและการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคืออัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวที่อยู่ในระดับสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์นี้ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และเลือกที่จะออมเงินมากกว่าการใช้จ่าย
แม้รัฐบาลจีนจะเน้นการบริโภคมากขึ้น แต่การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงยังคงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว ประเทศยังคงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า การที่จีนตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 4.5–5% ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจกำลังมีปัญหารุนแรง แต่เป็นการปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโตที่ช้าลง แต่มีคุณภาพมากขึ้น
ที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงโมเดลเศรษฐกิจของจีนจึงไม่ได้ส่งผลต่อจีนเพียงประเทศเดียว แต่ยังมีผลต่อเศรษฐกิจโลกด้วย หากจีนสามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้สำเร็จ ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของจีนอาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก และเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ส่งสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น
จีนเร่งปรับตัว เพราะรู้ดีว่าการพึ่งพาภายนอกเช่นการส่งออกอย่างเดียว เป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ในยุคนี้ และอนาคต เช่นเดียวกับหลายประเทศ รวมถึงไทย ที่เราพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ก็ต้องหาทางออก กระจายความเสี่ยง และหันกลับไปมองตัวเอง เร่งปรับโครงสร้างก่อนจะสายไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
