สมศักดิ์ เร่งดำเนินการลดความแออัดผู้ต้องขัง กำชับศาลทั่วประเทศงดพิจารณาคดี

สมศักดิ์ เร่งดำเนินการลดความแออัดผู้ต้องขัง  กำชับศาลทั่วประเทศงดพิจารณาคดี
Ingonn
13 พฤษภาคม 2564 ( 15:15 )
231
สมศักดิ์ เร่งดำเนินการลดความแออัดผู้ต้องขัง  กำชับศาลทั่วประเทศงดพิจารณาคดี

 

ข่าววันนี้ หลังกรมราชทัณฑ์ ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในผู้ต้องขังเชิงรุก 100% พบติดเชื้อกว่า 2,000 ราย เหตุจากนักโทษเข้าใหม่ ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรวมในประเทศเพิ่มขึ้น

 

 

เมื่อเวลา 14.00 น. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ แถลงเรื่องมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเรือนจำ ระบุว่า แนวทางในการป้องกันโควิด-19 ในเรือนจำ คือการลดความแออัดภายในเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีจำนวนลดลง เช่น การขอพระราชทานอภัยโทษ การใช้กำไลอีเอ็มกักผู้ต้องขังนอกเรือนจำ ซึ่งหลังการตรวจพบการติดเชื้อขึ้น ทางกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ได้เร่งตรวจสอบอย่างรวดเร็ว เพื่อทราบจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด ได้แก่ ทัณฑสถานหญิงกลาง มีผู้ติดเชื้อ 1,040 ราย และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีผู้ติดเชื้อ 1,795 รายขอให้ญาติผู้ต้องขังได้คลายกังวลและหากต้องการทราบข้อมูลของผู้ต้องขัง สามารถประสานเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ตลอดเวลา

 

 

ขณะเดียวกันจัดเตรียมยาฟาวิพิราเวียร์ใช้ในการรักษาในโรงพยาบาลสนามเรือนจำแล้ว พร้อมทั้งประสานไปยังกรมควบคุมโรคเพื่อจัดเตรียมยาฟ้าทะลายโจร แก่ผู้ติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรง หรือผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด รวมถึงได้ดำเนินการขอวัคซีนโควิด-19 ในการฉีดให้กับผู้ต้องขังเพิ่มเติม

 

 

โดยทางกระทรวงยุติธรรมได้ส่งหนังสือไปถึงศาลทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยให้งดพิจารณาคดีในระยะนี้ไปก่อน และพิจารณาการรับโทษของผู้ต้องขัง เช่น พิจารณาคดีโดยใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อลดการการเดินทางไปศาล หรือใช้มาตรการอื่นๆแทนการเข้าเรือนจำ เช่น การประกันตนชั่วคราว

 

 

อย่างไรก็ตามทางกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่ที่มีอาการเสี่ยง หรือเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง จะแยกกักตัวเพื่อสังเกตุอาการในห้องกักโรคพิเศษเสี่ยงสูง ขอให้ญาติผู้ต้องขังทุกคนสบายใจได้ว่าทางหน่วยงานดูแลรับผิดชอบอย่างดี

 

 

 

กรมราชทัณฑ์แถลง

เมื่อเวลา 11.00 น. นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายวัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข รักษาราชการแทนผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์ กรมราชทัณฑ์

 

 

นายอายุตม์ เปิดเผยว่า ยอดผู้ติดเชื้อ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2564) พบผู้ติดเชื้อในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 1,794 ราย ทัณฑสถานหญิงกลาง 1,039 ราย ซึ่งเป็นยอดผู้ติดเชื้อรวมตั้งแต่เริ่มมีการระบาดระรอกใหม่ในเดือนเมษายนเป็นต้นมา และผู้ติดเชื้อทั้งหมด ได้รายงานไปยังศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเรือนจำจะดำเนินการย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลแม่ข่ายในทันที และจะมีการแจ้งไปยังญาติผู้ต้องขังเป็นการเฉพาะราย

 

 

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้ต้องขังว่าต้องการแจ้งญาติหรือไม่ พร้อมทั้งเร่งขยายผลการสอบสวนโรคจากผู้ติดเชื้อดังกล่าวไปยังผู้ต้องขังที่อยู่ในระยะพื้นที่รับเชื้อทุกราย โดยจะตรวจซ้ำยืนยันภายใน 7 วัน และ 14 วัน และในกรณีที่พบผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการหรือเป็นกลุ่มสีเขียว เรือนจำใดที่มีจำนวนผู้ต้องขังติดเชื้อจำนวนมากสามารถขออนุญาตผู้ว่าราชการจังหวัดในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่เรือนจำภายใต้ความเห็นชอบของฝ่ายปกครองพื้นที่สาธารณสุขจังหวัด โดยจะต้องจัดเตรียมบุคลากร สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ให้พร้อม

 


นายอายุตม์ กล่าวต่อว่า กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว คือ

 


1. Bubble and Seal เรือนจำที่มีการระบาดใหญ่จะลดการรับตัวผู้ต้องขังรายใหม่ลง โดยส่งเรื่องพิจารณาให้ศาลทราบและพิจารณาหนทางต่าง ๆ ที่อาจเป็นไปได้ รวมถึงการไต่สวนทางระบบ Conference เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผู้ต้องขังไปศาล

 

 

2. คัดกรองรายใหม่ก่อนเข้าเรือนจำ ทั้งผู้ต้องขังเข้าใหม่ ออกศาล หรือกลับจากโรงพยาบาลเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน และเร่งตรวจหาเชื้อโดยเร็วที่สุด และตรวจซ้ำอีกครั้งก่อนจะจำหน่ายจากแดนกักควบคุมโรคไปยังแดนทั่วไป

 

 

3. เจ้าหน้าที่เรือนจำทุกแห่งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้กำชับให้อยู่ในพื้นที่บ้านพักลดการสัมผัสกับครอบครัว และต้องเข้ารับตรวจ Swab ค้นหาการติดเชื้อที่อาจรับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวโดยวิธี RT- PCR ทุก 14 วัน

 

 

ด้านนายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลในการแพร่ระบาดครั้งนี้ คือเรื่องของสายพันธ์ุที่มีความไวต่อการติดเชื้อได้สูง แสดงอาการช้า และมีภาวะแทรกซ้อนอันตราย ซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่ที่กรมราชทัณฑ์ต้องเผชิญ

 

 

อีกทั้งทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อาจจะมีบุคลากรเฉพาะด้านที่ไม่เพียงพอกับการดูแลผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งได้มีการเร่งจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือเพิ่มเติมได้แก่ เวชภัณฑ์ ยาต้านไวรัส Favipiravir ที่ยังอยู่ในระหว่างการขอรับการอนุเคราะห์จากกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ เช่น โรงเรียนแพทย์ ต่าง ๆ องค์การเภสัชกรรม, ยากลุ่มพิเศษอยู่นอกบัญชียาหลักซึ่งมีราคาสูง (High cost) อยู่ในระหว่างขออนุมัติการจัดซื้อจากกรมราชทัณฑ์, อุปกรณ์เครื่องมือ เช่น เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator) พร้อมระบบ High flow oxygen จำนวนอย่างน้อย 5 -15 เครื่อง, วัสดุในการตรวจคัดกรองเชื้อ เช่น ชุด PPE ชุด Rapid test สำหรับตรวจ Antigen และ Antibody, พัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เช่น พัดลม (อาจเป็นพัดลมไอน้ำถ้ามีการบุพลาสติกใสผนังลูกกรงห้อง) โทรทัศน์ เพื่อสร้างความสงบใจในโอกาสที่เจ็บป่วยแล้วมากักตัวอยู่ร่วมกันจำนวนมาก รวมถึงระบบไฟฟ้า และประปา น้ำยาทำความสะอาด ของใช้อื่น ๆ และระบบการกำจัดขยะติดเชื้อที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งต้องเร่งดำเนินการจัดหาเพื่อเตรียมความพร้อม

 

 

นายวีระกิตติ์ กล่าวต่อว่า ด้วยการคัดกรองเชิงรุกแบบ 100% ในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการอนุเคราะห์รถพระราชทาน วิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ (PCR) มาสนับสนุนการตรวจวิเคราะห์ ทำให้สามารถแยกกลุ่มเป้าหมายที่ติดเชื้อและกลุ่มที่ยังไม่ติดเชื้อแยกจากกันได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นประโยชน์ในเชิงระบาดวิทยาในการควบคุมโรค รวมถึงการ X-ray ปอดทุกรายโดยรถพระราชทานจะทำให้ค้นหาผู้ป่วยรายที่มีภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบได้รวดเร็ว นำไปสู่การเริ่มยาแบบก้าวหน้าตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งจะลดผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และลดอัตราการเสียชีวิต

 

 

โดยแผนดำเนินการหลังจากนี้ จะเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลสนาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ให้สามารถรองรับผู้ป่วยระดับสีแดง อาการหนัก โดยจะติดตั้งระบบ High Flow Oxygen และเครื่อง Ventilator ประมาณ 5 – 10 เตียง เพื่อรองรับไว้ และสำรองยาที่ใช้รักษาให้เพียงพอตลอด รวมถึงเตรียมเสนอให้มีการฉีดวัคซีนแก่ผู้ต้องขังในรายที่ไม่ติดเชื้อ และไม่มีภูมิต้านทาน โดยเริ่มต้นในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว หรือค่า BMI สูง จนครอบคลุมผู้ต้องขังทุกรายในที่สุด ซึ่งเรายึดหลักความเท่าเทียมในด้านการรักษาพยาบาล แม้จะอยู่ในสถานะผู้ต้องขังก็ตาม โดยเรียกการบริหารสถานการณ์ครั้งนี้ว่า “ลาดยาวโมเดล”

 

 

นายวีระกิตติ์ ยังกล่าวว่า ในส่วนของ นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ปนัสยา ที่ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองติดเชื้อโควิด -19 นั้น กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า ได้ดำเนินการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด – 19 เชิงรุกในผู้ต้องขังทัณฑสถานหญิงกลางแบบ 100% รวมถึงได้ตรวจหาเชื้อกับนางสาวปนัสยา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 โดยผลตรวจออกมาเป็นลบ ไม่มีเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด และยังได้กักตัวนางสาวปนัสยา อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งนางสาวปนัสยา ไม่ได้ออกไปภายนอกเรือนจำหรือทำกิจกรรมใดๆ จนกระทั่งได้รับปล่อยตัวไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

 

 

อีกทั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564 กรมราชทัณฑ์ยังได้ดำเนินการตรวจหาเชื้อเชิงรุก 100% อีกครั้งในแดนแรกรับที่นางสาวปนัสยา กักตัวอยู่ ซึ่งไม่พบว่ามีผู้ต้องขังคนใดที่อยู่ร่วมกับนางสาวปนัสยาฯ ติดเชื้อโควิด – 19

 

 

ส่วนกรณีของนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ แกนนำกลุ่มคณะราษฎรที่ต้องดำเนินการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนนำตัวขึ้นศาลเพื่อให้ได้ผลตรวจล่าสุดนั้น ในวันนี้ (13 พฤษภาคม 2564) ผลการตรวจนายภาณุพงศ์ พบว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

รุ้ง ปนัสยา ติดโควิด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง ปนัสยา ติดเชื้อโควิดเรือนจำ หลัง นางสาวเมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล พี่สาวติดเชื้อโควิด-19 คาดว่าได้รับเชื้อมาจากน้องสาวที่เพิ่งออกจากเรือนจำ

 

 

 

สำหรับผู้ต้องขังที่ตรวจพบเชื้อจะได้รับการรักษาโดยการให้ยา Favipiravia ทั้งในโรงพยาบาลสนามเรือนจำและโรงพยาบาลแม่ข่ายตามลักษณะอาการป่วยของแต่ละราย โดยกรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เรือนจำทัณฑสถานทุกแห่งมีมาตรการอย่างเคร่งครัดเพราะมีการควบคุม บับเบิ้ล แอนด์ซีล เช่น กรณีเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ที่มีผู้ต้องขังติดเชื้อก็สามารถดูแลรักษาจนหาย และไม่มียอดผู้ติดเชื้ออยู่ในเรือนจำอีก

 

กรมราชทัณฑ์ได้ตรวจเชิงรุก เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง100% ซึ่งได้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของเรือนจำ/ทัณฑสถาน ที่พบการติดเชื้อ ได้แก่ ทัณฑสถานหญิงกลาง มียอดผู้ติดเชื้อรวม 1,040 ราย และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มียอดผู้ติดเชื้อรวม 1,795 ราย ซึ่งทุกรายอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนาม ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หากในบางรายมีอาการหนักจะได้มีการย้ายออก เพื่อรับการรักษายังโรงพยาบาลภายนอก เชื่อว่ามาตรฐานการดำเนินการของกรมราชทัณฑ์กับกระทรวงสาธารณสุขจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด – 19 ได้ ไม่ขยายตัวไปสู่วงกว้างได้ เวลานี้ได้มีแดนกักโรคและโรงพยาบาลสนาม โดยมีแพทย์และพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด และการให้ยารักษาและการดูแลทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานของสาธารณสุข รวมทั้งมีการวางแผนเพื่อฉีดวัคซีนให้ผู้ต้องขังด้วย อยู่ระหว่างรอการจัดสรรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง