ดิสนีย์แลนด์ ลงทุนแต่ละประเทศ เพราะเหตุผลอะไรบ้าง? หรือดราม่าระหว่าง พิพัฒน์ และ อูน เกิดขึ้นเพราะความหวังดีที่(พูด)ผิดเวลา

ทำไมคนไทยถึงเดือดดาล ดิสนีย์แลนด์ ลงทุนในแต่ละประเทศ เพราะเหตุผลอะไรบ้าง? ไม่ใช่ดราม่าเพราะไม่อยากให้พูดว่าจะทำ
แต่เพราะรู้ว่าศักยภาพประเทศ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ?!
แนวคิดสร้าง man made destination หรือ สถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอด 10 กว่าปี แทบทุกรัฐบาลต่างก็เคย ขายฝัน และมันยังไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง หรือ ใช้คำว่า ใกล้จะเกิดขึ้นได้เลย
ดราม่า ระหว่างรองนายกฯ พิพัฒน์ และ คุณอูน CEO กราโนล่า ตรา ไดมอนด์ เกรนส์
เจตนาของ อินฟลูฯและนักธุรกิจสาว เชื่อว่า ใจไม่ใช่ไม่อยากให้ รัฐบาลพรรคไหนทำ คงอยากให้ทำมากๆ ทั้งในฐานะคนไทย และ แฟนคลับดิสนีย์ แต่ที่เป็นดราม่าก็เพราะว่า การพูดของคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รัฐมนตรีคมนาคมขณะนี้ รวมทั้งสื่อต่างๆในเพจส่วนตัวท่าน ทำออกมา ณ ห้วงเวลานี้ ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ไม่แปลกที่อาจจะทำให้หลายคน เกิดความรู้สึกว่า การสื่อสารในลักษณะว่า "โปรเจกต์การสร้างดิสนีย์แลนด์ เป็นไปได้แน่นอน หากเลือกพรรคภูมิใจไทยนั้น" เพียงเพื่อหวังคะแนนเลือกตั้ง ใช่หรือไม่?
แน่นอนร้อยทั้งร้อย ใครๆก็อยากมี ดิสนีย์แลนด์ในประเทศตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับดิสนีย์ตัวยง หรือ เด็กๆที่จะมีโอกาสได้ไปเที่ยว สวนสนุกในฝัน ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ไม่นับทั้งรายได้และการจ้างงานกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมากมายที่จะตามมา หากสำเร็จย่อมเป็นเรื่องดีที่ไม่มีคนค้าน แต่ที่กลายเป็นประเด็นดราม่า เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และ ถูกพูดในห้วงเวลาหาเสียงเข้มข้น รวมถึง มันเป็นการสร้างและปิดทับความหวังของ กลุ่มคนที่อยากให้ดิสนีย์แลนด์มันเกิดขึ้นในประเทศไทยจริงๆ เพราะเราทุกคนที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองคงทราบกันได้ไม่ยาก หากประเมินจากสถานการณ์ต่างๆของประเทศไทยตอนนี้ คงไม่อาจบอกได้ว่าเราเป็นประเด็นที่เนื้อหอม หรือ ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากมายขนาดนั้น ตลอดปียังเผชิญกับข่าวว่า เสี่ยงถูกประเทศเวียดนามแซงหน้าด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในไม่ช้า รวมถึงงานระดับชาติที่เราเพิ่งจัดก็ทำได้ ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ คงไม่แปลกใจหากมีหลายเสียงที่ออกมาประเมินว่า ศักยภาพประเทศไทยในปัจจุบัน มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
และปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า การเมืองไทย นี่แหละปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่เดินหน้า พอคนการเมือง เป็นคนพูด แม้จะเจตนาดี แต่ก็อดทำให้คนไทยที่รู้และติดตามข่าว อดมีอารมณ์ร่วมและตั้งคำถามไม่ได้ว่า ….ที่พูดว่าเคยหารือ (อยู่ฝ่ายเดียวด้วย) = จะเกิดขึ้นแน่นอน ได้อย่างไร?
ดิสนีย์แลนด์ ลงทุนในแต่ละประเทศ เพราะเหตุผลอะไรบ้าง?
ดิสนีย์แลนด์ หนึ่งที่ ใช้งบประมาณระดับแสนล้าน เป็นอภิมหาเมกะโปรเจกต์
ดังนั้นแล้ว การจะสร้าง ณ ที่ไหน ดิสนีย์ ต้องมองแล้วว่าคุ้มค่า
ปัจจุบันทั่วโลกมี Disneyland ทั้งหมด 6 แห่ง ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียไปแล้ว 3 ที่เหลืออยู่ที่ อเมริกา 2 แห่ง และ ฝรั่งเศส อีก 1 แห่ง ดังนั้นแล้วถือว่า โอกาสที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย แทบจะเป็นไปได้ยากเข้าไปอีก เพราะมีโอกาสจะ แย่งลูกค้ากันเอง ซึ่งรูปแบบการลงทุนหลักๆจะมี 2 แบบ คือ ดิสนีย์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นผู้ควักเงินลงทุนสร้างเอง กำไรเอง แต่ก็บริหารความเสี่ยงเอง 100% ที่สหรัฐฯ หรือ ฝรั่งเศส
แต่แบบที่ถูกพูดถึงสำหรับโมเดลในไทย นั่นคือแบบ โมเดลลิขสิทธิ์ (Licensing Model) แบบที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ (ญี่ปุ่น) คล้ายๆกับการขายลิขสิทธิ์ให้กับ นักลงทุนท้องถิ่น (Oriental Land) เป็นผู้สร้างและผู้บริหาร แล้ว Disney รอรับแค่ "ค่าธรรมเนียมการใช้แบรนด์" และ "เปอร์เซ็นต์จากรายได้" ซึ่งไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเอง หรือ โมเดลร่วมทุนกับรัฐบาล ในแบบที่ใช้อยู่กับ ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้
ถ้าเท่าที่ดูมาจะเห็นว่า ดิสนีย์ ค่อนข้างคัดเกรด ประเทศที่จะสร้างพอสมควร
เพราะใน 4 ประเทศ และ 1 เขตบริหารพิเศษ ต่างมีปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เอื้อต่อการลงทุนระดับ Mega Project ในระดับสูงมาก
ประชากรและกำลังซื้อ
รัศมี 4 ชั่วโมง: Disney มักมองหาทำเลที่มีประชากรชนชั้นกลางที่มีรายได้ระดับ "Income-qualified" อย่างน้อย 50 ล้านคน ภายในระยะเดินทางไม่เกิน 4 ชั่วโมง (ด้วยระบบขนส่งสาธารณะ)
Repeat Visitors: รายได้ที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่มาจาก "คนท้องถิ่น" ที่สามารถกลับมาเที่ยวซ้ำได้บ่อยๆ ดังนั้นรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศนั้นๆ ต้องสูงพอที่จะจ่ายค่าบัตรราคา 2,000-3,000 บาทได้แบบไม่ลำบากนัก
โครงสร้างพื้นฐานต้องรองรับการเดินทาง ‘มหาศาล’
Traffic คือหัวใจ: ทุกแห่งตั้งอยู่ใกล้ "สนามบินนานาชาติ" และมี "ระบบราง" ที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ หากรัฐบาลไม่มีแผนคมนาคมที่ชัดเจน Disney จะไม่ยอมเสี่ยงลงทุน เพราะการเดินทางที่ยากลำบากคือนักฆ่าของธุรกิจสวนสนุก
มีระบบรถไฟหรือรถไฟฟ้าเชื่อมต่อตรงสู่หน้าประตูสวนสนุก เหมือนที่โตเกียวหรือเซี่ยงไฮ้ เพื่อระบายคนหลักหมื่นถึงหลักแสนคนต่อวัน
โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม : ไฟฟ้า ประปา และ ขยะ ต้อง "นิ่ง" และมีประสิทธิภาพสูง
เสถียรภาพทางการเมืองและกฎหมาย
สิ่งที่ Disney กลัวที่สุดสำหรับประเทศไทย อาจไม่ใช่แค่เรื่องของ กำไร แต่คือความขัดแย้งทางการเมือง เพราะโครงการหนึ่งต้องใช้เวลาคืนทุนนาน 10-20 ปี งบสูงกว่าแสนล้าน หากสถานการณ์การเมือง การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่ไม่นิ่งและขาดเสถียรภาพ การผลักดันและแก้ไขกฏหมายที่ไม่ราบรื่นหรือเอื้อต่อนักลงทุน นี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ไม่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา: ประเทศที่ Disney จะไปลงทุนต้องมีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวด เพราะรายได้มหาศาลมาจากค่าลิขสิทธิ์ตัวละครและสินค้า ประเทศไหนที่ของ Copy ของเถื่อนยังเกลื่อนตลาด ไม่น่าจะผ่านในข้อนี้ได้เลย
ทำเลที่ตั้งของแต่ละสาขา
อย่างที่กล่าวไปว่า ในเอเชียนั้นมี ดิสนีย์แลนด์อยู่แล้วถึง 3 แห่ง แต่ละที่ใช้เวลาเดินทางหากันไม่เกิน 5-6 ชั่วโมง และ หากคิดจากไทยคือไม่ถึง 3 ชั่วโมง ดังนั้น คงต้องบอกว่านี่คือค่าเสียโอกาสตัวใหญ่ ที่อาจจะทำให้ดิสนีย์ในไทย เกิดขึ้นได้ยาก หาก Disney มองว่าเขาจะไม่สร้างสวนสนุกใหม่ในที่ที่ "ทับซ้อน" หรือแย่งลูกค้าจากสาขาเดิมที่ใกล้กันในภูมิภาค (เรามีฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ขนาบข้างอยู่แล้ว)
แต่ถ้าถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ต้องบอกว่า “ มีความเป็นไปได้ ”
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง ให้สัมรายการถกไม่เถียงว่า มีความเป็นไปได้ ที่ Disney land จะเกิดขึ้นที่ประเทศไทย เพราะทุกคนก็แข่งกัน ทำไมสิงคโปร์แม้ประเทศเล็กแต่สามารถดึง Universal studio ไปเปิดได้ เพราะงั้นวันนี้เท่าที่ทราบ สถานทูตไทย ที่อเมริกา ท่านทูตมีการพูดคุยกันอยู่ ยังไม่ถึงกับไฟเขียว หรือตอบตกลง แต่ถือว่าสิ่งนี้เป็นไอเดียที่ดี
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ถ้าเขา (Disneyland) ตอบตกลงมาจริงๆ ประเทศไทยได้อะไร?
ทำยังไงก็ได้ให้เชื่อมต่อกันระหว่างการท่องเที่ยว และ ดิสนีย์แลนด์ เขาอาจได้ลิขสิทธิ์สวนสนุก และตัวการ์ตูน แต่คนไทยจะต้องมีส่วนร่วมในกิจการ ร้านค้า โรงแรมต่างๆ แบะ สนามบิน ประเทศไทยควรต้องคิดตรงจุดนี้ แต่เรามีความคิดสร้างสรรค์ และเข้าไป offer ดิสนีย์ เพื่อแข่งขันว่าเรามีอะไรที่ให้เขาบ้าง เพื่อเป็นพันธมิตรกับดิสนีย์แลนด์ให้น่ามาลงทุนในไทย
คนไทยจะได้อะไรหากสำเร็จ ?
Mega project งบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทนี้ ฟังแล้วทั้งอาจจะดูเหมือนเป็นขายฝัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ย่อมไม่มีใครอยากให้มันไม่สำเร็จ เพราะมีโอกาสจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เพิ่ม ปีละเกือบ 20 ล้านคน จากเดิมไทยที่จำนวนนักท่องเที่ยวชะงักอยู่ราวๆ 30 กว่าล้านคนมาหลายปี และจะเกิดการจ้างงานเพิ่มถึง 100,000 ตำแหน่ง สร้างรายได้สูงถึง 1 % ของ GDP ไทย
เพราะดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูงต่อหัว และ เพิ่มระยะเวลาในการมาพักผ่อนในไทยมากขึ้น ถือเป็นตัวเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่มีครบและจบมากๆในภูมิภาค ที่อาจทำให้ไทย สามารถต่อกรกับประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เซี้ยงไฮ้ หรือ ฮ่องกง ได้มากขึ้น เปลี่ยนภาพจำและการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปตลอดกาล ไม่ใช่แค่ประเทศท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาพ และธรรมชาติ อีกต่อไป แต่เราจะมี man made destination สวนสนุกระดับ world class สำหรับใช้เวลากับทุกคนในครอบครัว
"สุดท้ายแล้ว.. ดิสนีย์แลนด์อาจจะไม่ได้ตัดสินใจมาไทยเพียงเพราะ มองเห็นกำไร จุดคุ้มทุน หรือรถไฟความเร็วสูง แค่เท่านั้น แต่เขาจะมาเมื่อเขาเชื่อว่า 'โลกแห่งความสุข' ที่เขาจะมาสร้าง จะต้องไม่ถูกขัดจังหวะ ด้วย อุบัติเหตุทางการเมือง ทุนเทา หรือ คอร์รัปชั่น หรือการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลที่ทำให้โปรเจกต์แสนล้านต้องสะดุดลง
วันนี้เราถามว่า ดิสนีย์พร้อมจะมาไหม? แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ
ไทยเรา 'พร้อม' แค่ไหนที่จะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยให้นักลงทุนแล้วจริงๆ?
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
