รีเซต

“ทรีนีตี้” ชี้หุ้นไทย Q2/69 แกว่ง 1,260–1,530 จุด กำไร บจ.คือตัวแปรหลัก

“ทรีนีตี้” ชี้หุ้นไทย Q2/69  แกว่ง 1,260–1,530 จุด  กำไร บจ.คือตัวแปรหลัก
TNN ช่อง16
2 เมษายน 2569 ( 14:36 )
20

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่ากรอบการแกว่งตัวของ SET Index ในไตรมาส 2 จะมีเส้นแบ่งความถูก-แพงอยู่ที่บริเวณ 1,390 – 1,400 จุด ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) แนวรับด้านล่างจะอยู่ที่บริเวณ 1,260 – 1,290 จุด ด้านแนวต้าน มองว่าระดับดัชนีที่มีโอกาสไปได้ไกลสุด ยังคงเป็นแนวต้านระดับเดิมที่เคยให้ไว้ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา นั่นก็คือที่ระดับ 1,530 จุด


ทั้งนี้ เชื่อว่าการแกว่งตัวของ SET Index ในช่วงถัดไป จะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นสำคัญ เนื่องจากในฝั่งของตัวคูณ Valuation ในตลาด (Multiple) นั้น น่าจะเริ่มนิ่งแล้ว หลังมีความมั่นใจว่าธปท.จะมีการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ไปตลอดจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ระดับ Forward PE ที่เหมาะสมในกรณี Conservative Base และ Best case อยู่ที่ระดับเดิมกับช่วงต้นปีที่ 13.8x, 14.8x และ 15.9x เท่า ตามลำดับ


“สิ่งที่เป็นกังวลใจเล็กๆ ในช่วงต้นไตรมาส 2 นี้คือ ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ยังไม่มีทิศทางการปรับตัวลงมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในช่วงแรก กลุ่มหุ้นโภคภัณฑ์ในบ้านเราเห็นการขยับขึ้นของคาดการณ์กำไรตามราคาพลังงาน และยังอยู่ในช่วงของการรอปิดงบประจำไตรมาส 1 อยู่”นายณัฐชาต กล่าว


ดังนั้นหากเข้าสู่เดือนเม.ย.-พ.ค. ที่มักจะมีการประชุม Preview และ Review ผลประกอบการของนักวิเคราะห์เมื่อไหร่ ประเมินว่าช่วงนั้นอาจจะได้เห็นการออกมาให้แนวโน้มประจำปีของผู้บริหารบริษัทต่างๆในโทนลบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระลอกการปรับลดประมาณการในตลาดได้ 


อย่างไรก็ตาม ภาพของ Earnings บริษัทจดทะเบียนของไทย คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับภาพเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากยังพอมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยหักล้างผลกระทบเชิงลบดังกล่าวได้


เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ กลุ่ม Oil & Gas กลุ่มปิโตรเคมีบางตัวที่ไม่มีปัญหาในการเข้าถึง Feedstock และกลุ่ม Soft commodities ด้วยเหตุนี้ จึงประเมิน Downside risk ของ EPS ตลาดหุ้นไทยจากวิกฤติสงครามครั้งนี้ในกรณีฐานอยู่เพียงระดับ 3% จากช่วง Pre-war ในขณะที่กรณีเลวร้ายสุด ประเมินอยู่ที่ระดับ 5%


จากเหตุผลข้างต้น ทรีนีตี้ได้ทำการแบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ของแนวโน้มผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ประจำปี 2026 ไว้ 3 กรณีดังต่อไปนี้


1) ในกรณีดีที่สุด หรือฉากทัศน์ที่ EPS ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากคาดการณ์เดิม หรือหมายความว่าการปรับขึ้นของกำไรกลุ่ม Oil & Gas ในบ้านเรา จากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน สามารถที่จะชดเชยกลุ่มอื่นๆ ได้ทั้งหมด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับเดียวกันกับช่วงต้นปีที่ 96.4 บาท


2) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 3% ซึ่งมีแนวโน้มเป็นฉากทัศน์ในกรณีฐานของเรา สมมติฐานในกรณีนี้คือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงเกิน 100 เหรียญฯ/บาร์เรลเป็นเวลา 1 เดือนโดยประมาณ ซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas เริ่มมีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 93.5 บาท


3) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 5% ซึ่งถือเป็นกรณีเลวร้ายสุดที่เราประเมินไว้ คือภาวะสงครามมีความยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนสูงกว่าระดับ 100 เหรียญฯ/บาร์เรล ยาวนานกว่าระยะ 1 เดือนขึ้นไปซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว 


ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas มีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas อย่างเห็นได้ชัด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 91.6 บาท


จากกรอบแนวคิดวิธี PE Model และการใส่สมมติฐานคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในกรณี Best case และ Worst case ทำให้ทรีนีตี้มั่นใจอย่างสูงว่า SET Index ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่ระดับ 1,550 จุด ขณะเดียวกัน โมเดลของเราก็บ่งชี้ว่า SET Index น่าจะไม่ลงไปที่จุดต่ำสุดที่เป็นจุดตั้งต้นของปีนี้ที่ระดับ 1,230 จุดเช่นกัน


สำหรับทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนเม.ย. 2569 ประเมินภาพ SET Index อาจจะยังมีความผันผวนต่อ โดยจะแกว่งตัวตามพัฒนาการของภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 1 เป็นต้น


ขณะที่กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ การ Selective ไปยังกลุ่มหุ้นที่เป็นหลุมหลบภัย (Bunker stocks) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้าน Earnings ที่กำลังจะประกาศออกมาในช่วงถัดไปค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ อาทิ


1. กลุ่มหุ้นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่มีอำนาจในการตั้งราคาสูง เช่น ADVANC, TRUE


2. กลุ่มโรงพยาบาลที่ไม่ได้อิงกับผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางมากนัก เช่น BDMS, BCH, CHG


3. กลุ่มค้าปลีกจำเป็นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนค่าไฟในระดับต่ำ เช่น BJC, CPAXT


4. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เห็นการเร่งตัวของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น AMATA, WHA

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง