ประเมินหุ้นไทย เน้นลงทุนกลุ่มพื้นฐานดี เตือนรับมือแรงขาย MSCI ลดน้ำหนักปลายเดือน

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 15 พ.ค. 2569 ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยแนะเลี่ยงหุ้น Laggard เน้นหุ้นพื้นฐานดี พร้อมเตือนจับตา Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง อาจกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ทิศทางตลาดหุ้นไทย
เน้นหุ้นระดับท็อป ระวังแรงกดดันปลายเดือน คุณประกิต ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่า ในปัจจุบันตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก จึงแนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นระดับท็อปหรือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานยอดเยี่ยม (Cream) ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นช้า (Laggard) เนื่องจากบริบทของตลาดเปลี่ยนไปจากอดีต การคาดหวังให้หุ้น Laggard ปรับตัวขึ้นตามตลาดนั้นมีความเสี่ยงสูงและอาจไม่ให้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าประหลาดใจจากการปรับน้ำหนักการลงทุนของ MSCI (MSCI Rebalancing) ที่มีกระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศไทยกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนนี้ ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้กองทุนเชิงรุก (Active Fund) ต้องลดน้ำหนักการลงทุนลงล่วงหน้า และอาจส่งผลให้มีแรงเทขายกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเดือนได้ (โดยมีรายงานเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,559 จุด จากปัจจุบันบริเวณ 1,539 จุด)
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับข่าวดีส่งออกชิป แต่ระวัง Bond Yield พุ่ง
สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดต่างประเทศ ล่าสุดมีประเด็นเชิงบวกจากการไฟเขียวให้บริษัทเอกชนของสหรัฐฯ สามารถขายชิปให้กับ 10 บริษัทของจีนได้ ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างเช่น Nvidia อย่างไรก็ตาม นายประกิต เตือนว่าในระยะสั้นจำเป็นต้องระมัดระวังการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ซึ่งอาจก่อให้เกิดแรงเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีออกมาได้
ส่วนประเด็นความกังวลด้านสงครามการค้า หรือท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการขู่โจมตีประเทศต่างๆ เช่น อิหร่าน นั้น ปัจจุบันยังคงเป็นเพียงการส่งสัญญาณในเชิงการเจรจาต่อรองเป็นหลัก ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องตื่นตระหนกแต่อย่างใด
จับตา Sell in May เป็นเพียงการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน
สำหรับความกังวลเรื่องปรากฏการณ์ "Sell in May" ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ คุณประกิต มองว่าอาจไม่ได้เกิดการเทขายอย่างรุนแรงจนตลาดพังทลาย แต่อาจเป็นลักษณะของการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) มากกว่า โดยอาจเห็นแรงขายทำกำไรในกลุ่มเทคโนโลยี เพื่อสับเปลี่ยนเม็ดเงินไปลงทุนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น ปัจจัยกดดันที่ต้องติดตามคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงไม่ปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ ในส่วนของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย การลงทุนยังคงต้องพิจารณาจากผลประกอบการเป็นหลัก โดยผลประกอบการที่ประกาศออกมาล่าสุดของบางบริษัทยังค่อนข้างน่าผิดหวัง เช่น HANA มีเพียง DELTA ที่ทิศทางดูแตกต่างออกไปจากกลุ่ม จึงยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกลงทุน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
