รีเซต

ประเมินหุ้นไทย เน้นลงทุนกลุ่มพื้นฐานดี เตือนรับมือแรงขาย MSCI ลดน้ำหนักปลายเดือน

ประเมินหุ้นไทย เน้นลงทุนกลุ่มพื้นฐานดี เตือนรับมือแรงขาย MSCI ลดน้ำหนักปลายเดือน
TNN ช่อง16
15 พฤษภาคม 2569 ( 09:58 )

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 15 พ.ค. 2569 ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยแนะเลี่ยงหุ้น Laggard เน้นหุ้นพื้นฐานดี พร้อมเตือนจับตา Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง อาจกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ทิศทางตลาดหุ้นไทย

เน้นหุ้นระดับท็อป ระวังแรงกดดันปลายเดือน คุณประกิต ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่า ในปัจจุบันตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก จึงแนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นระดับท็อปหรือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานยอดเยี่ยม (Cream) ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นช้า (Laggard) เนื่องจากบริบทของตลาดเปลี่ยนไปจากอดีต การคาดหวังให้หุ้น Laggard ปรับตัวขึ้นตามตลาดนั้นมีความเสี่ยงสูงและอาจไม่ให้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าประหลาดใจจากการปรับน้ำหนักการลงทุนของ MSCI (MSCI Rebalancing) ที่มีกระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศไทยกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนนี้ ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้กองทุนเชิงรุก (Active Fund) ต้องลดน้ำหนักการลงทุนลงล่วงหน้า และอาจส่งผลให้มีแรงเทขายกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายเดือนได้ (โดยมีรายงานเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,559 จุด จากปัจจุบันบริเวณ 1,539 จุด)

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับข่าวดีส่งออกชิป แต่ระวัง Bond Yield พุ่ง

สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดต่างประเทศ ล่าสุดมีประเด็นเชิงบวกจากการไฟเขียวให้บริษัทเอกชนของสหรัฐฯ สามารถขายชิปให้กับ 10 บริษัทของจีนได้ ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างเช่น Nvidia อย่างไรก็ตาม นายประกิต เตือนว่าในระยะสั้นจำเป็นต้องระมัดระวังการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ซึ่งอาจก่อให้เกิดแรงเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีออกมาได้

ส่วนประเด็นความกังวลด้านสงครามการค้า หรือท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการขู่โจมตีประเทศต่างๆ เช่น อิหร่าน นั้น ปัจจุบันยังคงเป็นเพียงการส่งสัญญาณในเชิงการเจรจาต่อรองเป็นหลัก ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องตื่นตระหนกแต่อย่างใด

จับตา Sell in May เป็นเพียงการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน

สำหรับความกังวลเรื่องปรากฏการณ์ "Sell in May" ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ คุณประกิต มองว่าอาจไม่ได้เกิดการเทขายอย่างรุนแรงจนตลาดพังทลาย แต่อาจเป็นลักษณะของการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) มากกว่า โดยอาจเห็นแรงขายทำกำไรในกลุ่มเทคโนโลยี เพื่อสับเปลี่ยนเม็ดเงินไปลงทุนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น ปัจจัยกดดันที่ต้องติดตามคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงไม่ปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ ในส่วนของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย การลงทุนยังคงต้องพิจารณาจากผลประกอบการเป็นหลัก โดยผลประกอบการที่ประกาศออกมาล่าสุดของบางบริษัทยังค่อนข้างน่าผิดหวัง เช่น HANA มีเพียง DELTA ที่ทิศทางดูแตกต่างออกไปจากกลุ่ม จึงยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกลงทุน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง