รีเซต

ตลาดหุ้น "แดนกิมจิ" ผันผวนหนัก รายย่อยหมดตัว

ตลาดหุ้น "แดนกิมจิ" ผันผวนหนัก รายย่อยหมดตัว
TNN ช่อง16
4 สิงหาคม 2569 ( 11:47 )

ในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญความผันผวนอย่างหนัก ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปเกือบร้อยละ 40 หรือกว่า 2.18 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้กว่า 360,000 คน หมดเนื้อหมดตัวจากการถูกบังคับให้ปิดพอร์ตลงทุน และอีกกว่า 1.2 ล้านคนกำลังถูกเรียกหลักประกันเพิ่มเติม (margin call) กรณีของเกาหลีใต้ที่เป็นหนึ่งในตลาดผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกได้ปลุกความกังวลว่า นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของการลงทุนที่พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีท่ามกลางกระแสบูมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากเกินไป


ดัชนี “คอสปิ” (Kospi) ของเกาหลีใต้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นเพียงตลาดการเงินนอกกระแส กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ถูกจับตามองมากสุด หลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 12 เดือนที่ผ่านมา โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่า จากกว่า 3,000 จุด แตะที่ระดับกว่า 9,000 จุด ก่อนจะร่วงลงมาเคลื่อนไหวที่กว่า 6,000 จุดในขณะนี้ ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวที่หวือหวาของตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดขึ้นจากแรงหนุนทางการเมืองที่ต้องการหลุดพ้นจากวังวนปัญหาจากการประกาศกฎอัยการศึกของรัฐบาลชุดเก่าเมื่อปลายปี 2567 จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ค่าเงินและตลาดหุ้น ประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ที่รับตำแหน่งเมื่อกลางปีที่แล้วจึงพยายามปฏิรูปตลาดหุ้น เพื่อแก้ปัญหา Korea Discount หรือการที่มูลค่าหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ถูกประเมินต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น นำไปสู่การผ่อนคลายกฎระเบียบสำหรับการกู้ยืมเพื่อลงทุนและอนุมัติผลิตภัณฑ์ leveraged ETF ที่อิงหุ้นรายตัวออกสู่ตลาด


ความพยายามของรัฐบาลเกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่กระแสบูม AI ช่วยสร้างแรงหนุน เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลในการลงทุนสร้าง Data Center ที่ขับเคลื่อน AI ไม่ว่าจะเป็นอินวิเดีย, แอมะซอน, ไมโครซอฟท์, เมตา แพลตฟอร์มส์, อัลฟาเบต, ออราเคิล, แอปเปิล และเทสลา จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ชิปหน่วยความจำขาดแคลน เพราะนอกจากจะใช้กับ Data Center ชิปเหล่านี้ยังใช้ในสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อปด้วย ซึ่งบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก รวมถึง “ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์” (Samsung) และ “SK ไฮนิกซ์” (SK Hynix) ของเกาหลีใต้ ที่ราคาหุ้นขยับขึ้นอย่างมากจากแนวโน้มดังกล่าว จนมีมูลค่าตลาด (market cap) ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง


กระแสบูมของ AI บวกกับแรงหนุนของภาครัฐส่งผลให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เติบโตร้อนแรง นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากก็แห่เข้ามาลงทุน ดัชนี Kospi ขยับขึ้นมาแตะระดับ 5,000 จุดได้เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ จากเมื่อปลายปีที่แล้วที่เคลื่อนไหวแถวกว่า 3,000 จุด แต่ตัวเร่งการลงทุนที่มาพร้อมความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติกองทุน ETF แบบ leveraged หรือมีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนรายวัน 2 เท่า โดยอิงหุ้นรายตัว (Single-stock Leveraged ETF) เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม จำนวน 16 กองทุน ซึ่งกองทุน ETF เหล่านี้จะผูกติดกับหุ้นอย่าง “ซัมซุง” และ “SK ไฮนิกซ์” หมายความว่า หากหุ้นขึ้นเท่าไร ก็กำไร 2 เท่า ขณะเดียวกัน หากหุ้นลงก็เจ็บตัวเป็น 2 เท่าเช่นกัน


ข้อมูลจาก KB Financial Group ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ซื้อหุ้น leveraged ETF ที่อิงหุ้นรายตัว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 14 ล้านล้านวอน หรือราว 9.7 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เปิดตัว ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนในผลิตภัณฑ์นี้ประมาณ 2 ล้านล้านวอน หรือราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ ด้านข้อมูลของ “โกลด์แมน แซคส์” ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม พบว่า มีนักลงทุนรายย่อยกว่า 1.2 ล้านราย ที่กู้ยืมเงินสดในการลงทุน ถูกเรียกหลักประกันเพิ่มเติม (margin call) เนื่องจากเผชิญการขาดทุนมากกว่าหลักประกันที่มีอยู่ นักลงทุนรายย่อยเหล่านี้จึงถูกแจ้งให้จ่ายเงินสดเพิ่มเติมเพื่อรักษาสถานะการลงทุน ขณะเดียวกัน มีนักลงทุนประมาณ 360,000 บัญชีที่ถูกบังคับให้ปิดพอร์ต สื่อเกาหลีใต้ระบุว่า นักลงทุนที่ถูกปิดพอร์ตมากกว่าร้อยละ 60 มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งไม่เพียงแต่สูญเสียเงินลงทุน แต่ยังเป็นหนี้อีกด้วย ขณะที่บางคนสูญเงินที่เก็บสะสมมาตลอด 40 ปี รวมถึงเงินที่ได้จากการขายบ้าน เพื่อลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลอนุมัติ


หลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก “คู ยุน-ชอล” รัฐมนตรีคลังของเกาหลีใต้ ได้ออกมาขอโทษสำหรับการอนุมัติกองทุน leveraged ETF แบบอิงหุ้นรายตัวออกมาสู่ตลาด โดยระบุว่าไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบมากพอ หลังจากนั้นกระทรวงฯ ได้ประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าจะควบคุมผลิตภัณฑ์ leveraged ETF ซึ่งรวมถึงการจำกัดวงเงินลงทุนต่อบุคคล อาทิ จำกัดการลงทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ร้อยละ 20 ของจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดของผู้ลงทุน 


นอกจากนี้ ยังจะอนุญาตให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินสามารถปรับอัตราส่วนเลเวอเรจของกองทุน ETF เป็นการชั่วคราว จากปัจจุบันที่ออกแบบให้ได้ผลตอบแทน 2 เท่า หากมีความจำเป็นก็จะปรับลดลงเหลือ 1.5 เท่า หรือ 1 เท่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินกาส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนเลเวอเรจมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอัตราผลตอบแทนของนักลงทุน จึงอาจต้องมีการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งอาจไม่ทันท่วงทีต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงลงมากกว่าร้อยละ 33 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ย่ำแย่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการร่วงลงครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงวิกฤตการเงินที่ทำให้เกาหลีใต้ต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2540 ที่ดัชนีปรับลดลงร้อยละ 27 และช่วงวิกฤตการเงินโลกในเดือนตุลาคม ปี 2551 ที่ดัชนีลดลงร้อยละ 23 


โดยยอดการกู้ยืมเพื่อลงทุนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แตะ 29.2 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.97 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงต้นถึงกลางเดือนกรกฎาคม จากการที่นักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อ leveraged ETF ที่อิงหุ้นรายตัวของ “ซัมซุง” และ “SK ไฮนิกซ์” แต่นอกเหนือจากการกู้ยืมเพื่อลงทุนแล้ว ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังเผชิญความท้าทายอีกหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน ได้แก่ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อบริษัทชิปรายใหญ่ทั้ง 2 แห่งของเกาหลีใต้ รวมถึงการแข่งขันจากบริษัทจีนที่อาจส่งผลต่อราคาชิปหน่วยความจำ หลังมีรายงานว่าจีนเริ่มผลิตเครื่องมือ DUV (Deep Ultraviolet) ที่ใช้แสงอัลตราไวโอเลตความยาวคลื่นสั้นในการผลิตชิปภายในประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงอย่างหนัก อีกประเด็น คือ รายได้ “SK ไฮนิกซ์” ไตรมาส 2 อยู่ที่ 79.3 ล้านล้านวอน แม้จะทำสถิติใหม่ แต่ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 84 ล้านล้านวอน และปัจจัยสุดท้าย ธนาคารกลางเกาหลีใต้เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ประกอบกับต่างชาติเทขายหุ้น


น่าสังเกตว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พึ่งพาชะตากรรมของบริษัทรายใหญ่ 2 แห่ง ทั้ง “ซัมซุง” และ “SK ไฮนิกซ์” อย่างมาก เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงกับบริษัทเหล่านี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดโดยรวม แต่ทั้ง 2 บริษัทก็มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ สะท้อนผ่านผลประกอบการในไตรมาส 2 กรณี “ซัมซุง” มีผลกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1,800% แตะที่ 89.5 ล้านล้านวอน หรือราว 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาหุ้นปรับลดลงราวร้อยละ 45 ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ส่วน “SK ไฮนิกซ์” รายงานผลกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 557% อยู่ที่ 60.54 ล้านล้านวอน หรือ 4.16 หมื่นล้านดอลลาร์ และราคาหุ้นขยับร่วงลงร้อยละ 56 ในช่วงเดียวกัน 


ข้อมูลจาก LSEG ประเมินว่า ปัจจุบัน “ซัมซุง” มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 9.24 แสนล้านดอลลาร์ และ “SK ไฮนิกซ์” มีมูลค่าตลาดราว 7.07 แสนล้านดอลลาร์ ลดลงจากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนที่แล้ว


ทั้งนี้ “ซัมซุง” และ “SK ไฮนิกซ์” มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นร้อยละ 57 ของดัชนี Kospi เมื่อประเมินในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งทั้ง 2 บริษัทมีมูลค่าตลาดแตะระดับสูงสุด โดย Tradingview ประเมินว่า “ซัมซุง” ที่ขณะนั้นมีมูลค่าตลาด 1.26 ล้านล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 30 ของดัชนี Kospi ด้าน “SK ไฮนิกซ์” ที่มีมูลค่าตลาด 1.11 ล้านล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนร้อยละ 27 ของดัชนี Kospi โดยขนาดที่ใหญ่ของบริษัททั้ง 2 แห่งส่งผลต่อความผันผวนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และส่งผลต่อความผันผวนของกองทุน leveraged ETF ด้วย


ในเกาหลีใต้ ทุกอย่างถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วยขนาดของกระแสเงินลงทุนใน leveraged ETF และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ “ซัมซุง” และ “SK ไฮนิกซ์” ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี Kospi จึงส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้มาก โดยดัชนีความผันผวนของ Kospi (volatility index) อยู่เหนือระดับ 80 มาตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทำสถิติสูงสุดที่ 97.99 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน หลังจากที่ทรงตัวอยู่ต่ำกว่า 30 มานานหลายทศวรรษ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง