“กรีนแลนด์” มีดีอะไร ทำไม “ทรัมป์” จ้องยึด

นับถึงขณะนี้มีความชัดเจนมากขึ้นว่า “กรีนแลนด์” เป็นเป้าหมายต่อไปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ต้องการผนวกดินแดนของเกาะแห่งนี้ที่มีขนาดใหญ่สุดในโลกที่ไม่ใช่ทวีป ตั้งอยู่ในแถบอาร์กติกและเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ท่าทีที่จะผนวก “กรีนแลนด์” ครั้งนี้มีความจริงจังและแข็งกร้าว ไม่ได้เป็นแค่คำขู่อย่างเมื่อต้นปี 2568 ซึ่งน่าจะเป็นเพราะสหรัฐฯ เพิ่งใช้ปฏิบัติการทางทหารโค่นผู้นำและยึดน้ำมันของ “เวเนซุเอลา” สะท้อนถึงการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในรูปแบบ “จักรวรรดิยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21” ที่ต้องการทรัพยากรในดินแดนใหม่ ๆ และภายใต้การบริหารของรัฐบาล “ทรัมป์” วาระ 2 เป็นยุคที่คาดเดาไม่ได้
“กรีนแลนด์” มีประชากรเพียง 57,000 คน บนพื้นที่ราว 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดใหญ่กว่ารัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ประมาณ 3 เท่า หรือมีขนาดใกล้เคียงกับซาอุดีอาระเบีย หรือเม็กซิโก แต่เหตุผลที่ “กรีนแลนด์” เป็นที่หมายปองของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์และกำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยในแง่ภูมิศาสตร์ “กรีนแลนด์” ตั้งอยู่ระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยุโรป เกาะแห่งนี้มีความสำคัญมากขึ้นหลังเปิดกว้างสำหรับการเดินเรือและการค้า ทำให้เกิดความกังวลว่ารัสเซียและจีนจะใช้เส้นทางนี้เพื่อเสริมบทบาทในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เพราะใครก็ตามที่ควบคุม “กรีนแลนด์” จะสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญในมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนี้ “กรีนแลนด์” ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพ “พิทัฟฟิก” (Pituffik) ของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญสำหรับการเสริมกำลังป้องกันประเทศ และเป็นที่ตั้งของระบบสกัดกั้นขีปนาวุธจากฝ่ายตรงข้าม
ที่สำคัญ “กรีนแลนด์” อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายชนิด ทั้งแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ และเมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้น แร่หายากจำนวนมหาศาลที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยียุคใหม่ก็จะขุดได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป (EU) สำรวจในปี 2566 พบว่า แร่ 25 จาก 34 ชนิดใน “กรีนแลนด์” ถูกจัดเป็นวัตถุดิบสำคัญ รวมถึงแร่หายาก กราไฟต์ ลิเทียม ไนโอเบียม โลหะกลุ่มแพลตินัม ทองแดง นิกเกิล และสังกะสี ที่มีความสำคัญต่อเทคโนโลยีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กังหันลม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ
แหล่งแร่หายากขนาดใหญ่สุด 3 แห่งของ “กรีนแลนด์” ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ โดยมีบริษัทต่าง ๆ เข้าสำรวจพื้นที่ ซึ่งแร่หายากเหล่านี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม EV และกังหันลม ส่วนกราไฟต์ที่ใช้ในแบตเตอรี่รถ EV และการผลิตเหล็กกระจายอยู่ทั่วไป สำหรับทองแดงและนิกเกิลยังไม่ได้มีการสำรวจจริงจัง ด้านสังกะสีส่วนใหญ่พบในทางตอนเหนือของเกาะ บริเวณอ่าวซิโทรเนนเป็นหนึ่งในแหล่งแร่สังกะสี-ตะกั่วที่ยังไม่ได้พัฒนาขนาดใหญ่สุดในโลก นอกจากนี้ พื้นที่ทางตอนใต้รอบอ่าวแซร์มิลิการ์ซุกเป็นแหล่งแร่ทองคำสำคัญ ขณะที่กรีนแลนด์ยังมีแหล่งแร่เหล็ก เพชร ไทเทเนียม วานาเดียม ทังสเตน และยูเรเนียม ทั้งหมดนี้ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นจุดสนใจของประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการแร่หายากเหล่านี้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องการแหล่งทรัพยากรใกล้บ้าน
ที่จริงแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ใช่คนแรกที่ต้องการผนวกดินแดนของ “กรีนแลนด์” เพราะย้อนไปในปี 2410 รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ขณะนั้นได้สำรวจความเป็นไปได้ในการซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ แต่เดนมาร์กไม่ขาย ต่อมาในปี 2453 สหรัฐฯ เสนอแลกเปลี่ยนดินแดนแลกกับกรีนแลนด์ โดยมอบดินแดนบางส่วนของฟิลิปปินส์ที่สหรัฐฯ ยึดครองอยู่ พร้อมคืนชเลสวิชตอนเหนือจากเยอรมนีให้เดนมาร์ก ในปี 2489 สหรัฐฯ เสนอทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์แลกกับกรีนแลนด์ โดยประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน มองว่าเป็นความจำเป็นทางทหาร จากนั้นเมื่อปี 2498 คณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐฯ แนะให้ซื้อกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงทางทหาร แต่ไม่ได้เสนอราคาเป็นทางการ จนมาถึงปี 2562 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์สมัยแรก ได้เสนอแนวคิดซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก แต่ก็ถูกปฏิเสธ และหลังขึ้นรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัย 2 เมื่อต้นปี 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ประกาศจะครอบครองกรีนแลนด์เพราะจำเป็นต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
ขณะที่เข้าสู่ปี 2569 เพียงไม่กี่วัน ประธานาธิบดีทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และคณะทำงานกำลังหารือถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเข้าครอบครอง “กรีนแลนด์” ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทหาร เพราะนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ เกี่ยวกับความมั่นคงของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะผนวก “กรีนแลนด์” 3 แนวทางหลัก ๆ ได้แก่ 1.ใช้กำลังทหารบุกยึด แม้ว่าปฏิบัติการสายฟ้าแลบเพื่อยึด “กรีนแลนด์” สามารถทำได้ค่อนข้างง่าย เพราะไม่มีกองทัพเป็นของตนเอง และ “เดนมาร์ก” ที่รับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศ กลับมีกองกำลังทางอากาศและทางทะเลจำกัด ไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างกรีนแลนด์ แต่ผลกระทบจากการใช้กำลังทหารจะตามมาอย่างมหาศาล เนื่องจากจะกระทบต่อพันธมิตรในยุโรป และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้สภาคองเกรสสามารถเข้ามาจำกัดอำนาจในการทำสงครามของประธานาธิบดีที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส
2.การเจรจาซื้อเกาะกรีนแลนด์ แนวทางนี้จะแข็งกร้าวน้อยกว่า และสหรัฐฯ มีเงินที่จะทำได้ แต่ทั้งชาวกรีนแลนด์และรัฐบาลเดนมาร์กไม่ได้ต้องการขาย และถึงแม้ “กรีนแลนด์” จะยอมขายจริง การทำธุรกรรมก็มีความซับซ้อนมาก เพราะเงินที่ใช้จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส และการทำสนธิสัญญาผนวกดินแดนก็จะต้องได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกราว 2 ใน 3 ขณะที่ EU ก็จะต้องลงนามอนุมัติข้อตกลงด้วย หากจะทำให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาดังกล่าวจะต้องเปิดให้ชาวกรีนแลนด์สามารถร่วมกำหนดอนาคตของตัวเองด้วย และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อเกาะมากแค่ไหน ซึ่งอาจทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นสำหรับนโยบาย “อเมริกามาก่อน” จากการใช้เงินภาษีจำนวนมากกับเรื่องนี้ แต่หากการเจรจาซื้อไม่สำเร็จ ก็อาจทำให้การใช้กำลังทหารมีความเป็นไปได้มากขึ้น
3.รณรงค์ให้ชาวกรีนแลนด์ยอมผนวกกับสหรัฐฯ เพราะผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้านี้ ระบุว่า ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการเป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่ก็ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ อาจเพิ่มความพยายามเพื่อเอาชนะใจชาวกรีนแลนด์ด้วยแรงจูงใจทางการเงินในระยะสั้นหรือโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยแนวทางนี้อาจช่วยผลักดันให้กรีนแลนด์ประกาศเอกราชได้ จากนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ก็สามารถเป็นพันธมิตรกับกรีนแลนด์ได้ เพียงแต่ข้อตกลงในลักษณะนี้จะไม่ให้สิทธิ์เด็ดขาดแก่สหรัฐฯ ในการเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่จำนวนมหาศาลของกรีนแลนด์
ไม่ว่าจะแนวทางไหน การที่สหรัฐฯ ผนวก “กรีนแลนด์” ก็สร้างแรงกดดันต่อยุโรปมากขึ้น เพราะผลกระทบในแง่ภูมิรัฐศาสตร์นั้นมหาศาล โดยเฉพาะการบุกยึดกรีนแลนด์ด้วยกำลังทหารจะทำลายความร่วมมือขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และมาตรา 5 ที่ระบุว่าการโจมตีสมาชิก NATO หนึ่งประเทศ ถือเป็นการโจมตีสมาชิกทุกประเทศ และสมาชิกทุกชาติจะดำเนินการช่วยเหลือตามที่จำเป็น ซึ่งนี่เป็นรากฐานของความมั่นคงของสหรัฐฯ และยุโรปมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ความพยายามยึดครองดินแดนในยุโรปจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปถึงจุดแตกหัก และจะเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของยุโรป ซึ่งเผชิญมรสุมทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาวะโดดเดี่ยวทางภูมิรัฐศาสตร์ และขาดอำนาจต่อรอง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน
นอกจากนี้ การที่ยุโรปพึ่งพาสหรัฐฯ ด้านการทหาร ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองอย่างมาก สะท้อนจากถ้อยแถลงของยุโรปเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ บุกโจมตีเวเนซุเอาลาก็ไม่ได้ประณามอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ต้องจับตาการพบปะกันระหว่าง “มาร์โก รูบิโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กับคณะผู้แทนจากเดนมาร์กและกรีนแลนด์ในสัปดาห์หน้า ซึ่งถึงขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่ล้มแผนผนวกดินแดน “กรีนแลนด์”
ล่าสุด “สหรัฐฯ” ประกาศถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง ซึ่งรวมถึงเวทีด้านความร่วมมือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างสันติภาพและประชาธิปไตย โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาล “ทรัมป์” ทบทวนว่า องค์กร อนุสัญญา และสนธิสัญญาใดบ้างที่ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ ยุติการเข้าร่วมและตัดงบประมาณสนับสนุนทั้งหมดให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่เคยเข้าร่วม
องค์กรระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ถอนตัว แบ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ 31 แห่ง อาทิ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (UNFCCC), องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women), ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD), องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)
ส่วนองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ มีจำนวน 35 แห่ง ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC), องค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA), The Global Counterterrorism Forum
ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและอันตรายอย่างยิ่ง โดยงบประมาณดังกล่าวสูงกว่างบประมาณในปีนี้ มากกว่าร้อยละ 50 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9.01 แสนล้านดอลลาร์ ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเตือนว่า ช่องว่างระหว่างรายจ่ายและรายได้ของสหรัฐฯ นั้นสูงเกินกว่าจะรับไหวแล้ว
ผู้นำสหรัฐฯ ยังโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า จะดำเนินการอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับเงินที่จ่ายให้กับผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทด้านการป้องกันประเทศรายใหญ่ของสหรัฐฯ เว้นแต่บริษัทเหล่านั้นจะเร่งการส่งมอบอาวุธและสร้างโรงงานผลิตใหม่ ทั้งนี้ หุ้นของบริษัทด้านการป้องกันประเทศรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง “ล็อกฮีด มาร์ติน”, “นอร์ทรอป กรัมแมน” และ “เรธีออน” (Raytheon) ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 หลังการประกาศเรื่องนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
