รีเซต

"สินทรัพย์เสี่ยง" สะเทือน Bond Yield สหรัฐฯแตะ 5% Fund Flow อาจจะเปลี่ยนทิศ กลางวิกฤตโลก

"สินทรัพย์เสี่ยง" สะเทือน Bond Yield สหรัฐฯแตะ 5% Fund Flow อาจจะเปลี่ยนทิศ กลางวิกฤตโลก
TNN ช่อง16
6 พฤษภาคม 2569 ( 16:57 )

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 30 ปีกำลังยืนอยู่บนระดับผลตอบแทนที่ 5% อีกครั้ง ซึ่งตัวเลขผลตอบแทนในระดับนี้ ส่งสัญญาณอันตรายต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก และยังเป็นระดับที่เคยสร้างแรงกดันต่อตลาดหุ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม 2022 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นช่วงขาขึ้นในลักษณะ Bullish โดยอัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มสูงขึ้นจากระดับ 1.677% ไปอยู่ที่ระดับ 4.342% เพียงระยะเวลาแค่ 6 เดือน ส่งผลให้ S&P500 ปรับตัวลดลงไป 22.899% NASDAQ ปรับตัวลดลงไป 31.269% ในช่วงเวลาเดียวกัน

เช่นเดียวกับในช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนตุลาคม 2023 อัตราผลตอบแทนพันบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากระดับ 3.901% ไปอยู่ที่ระดับ 5.082% ส่งผลให้ S&P500 ปรับตัวลดลงไป 22.680% NASDAQ ปรับตัวลดลงไป 29.526% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ผลกระทบของอัตราผลตอบแทนพันบัตรสหรัฐฯที่อยู่ในระดับสูง เกิดขึ้นในหลายแง่มุม แต่หลัก ๆ แล้วจะเกิดขึ้นกับการวางแผนการลงทุนในทันที เมื่อนักลงทุนมองว่า bond yield ระยะยาวขึ้นไปถึงระดับ 5% จะเริ่มส่งผลทำให้ต้นทุนของเงินสูงขึ้น กดดัน valuation ของหุ้น โดยเฉพาะหุ้น growth เพราะผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มน่าสนใจมากขึ้น เมื่อแข่งขันกับหุ้น

แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะหุ้น Growth เพียงเท่านั้น หุ้นในกลุ่มปันผลก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหุ้นปันผลให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า 5% การเข้าถือพันธบัตรจะน่าสนใจกว่าทันที

เพราะในทางทฤษฎีแล้วพันธบัตรเปรียบเป็น "ผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง" หรือ Risk Free Rate ถ้าผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงสูงกว่าสินทรัพย์เสี่ยง นักลงทุนที่มีเหตุผลย่อมเลือกสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงแน่นอน

ภาพสะท้อนในส่วนนี้จะเห็นความชัดเจนมากขึ้นทันที เมื่อวัดประสิทธิภาพการลงทุนที่ปรับด้วยความเสี่ยง หรือ Risk-Adjusted Return เช่นการวิเคราะห์ด้วย Sharpe Ratio เครื่องมือที่สามารถบ่งบอกได้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้น คุ้มค่ากับความผันผวนหรือความเสี่ยงที่แบกรับหรือไม่

โดยการวิเคราะห์จะต้องนำผลตอบแทนที่ได้รับมาลบด้วย Risk Free Rate และหารด้วยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ Standard Deviation ซึ่งก็คือค่าความเสี่ยงจากการลงทุนนั่นเอง นั่นหมายความว่า Risk Free Rate ที่สูงขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนลดลง และยิ่งถ้าการลงทุนมีความผันผวนมากขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงทันที 

นั่นคือความกังวลในเชิงคณิตศาสตร์การลงทุน แต่สิ่งที่ตลาดกังวลไม่แพ้กัน คือการที่ Bond Yield ที่พุ่งขึ้นนั้น กำลังสะท้อนความเสี่ยงในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่อาจจะยังอยู่ในระดับสูง หรือไม่ลดลงตามกรอบที่คาดการณ์ไว้ รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังจะออกพันธบัตรจำนวนมาก ทำให้ supply มหาศาล นักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง

ผลกระทบในอีกมิติที่ตามมาคือ การไหลของเงินจะเปลี่ยนไปหรือไม่ สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะต้อง Reprice กันใหม่ทั้งหมด เพราะเมื่อพนธบัตรให้ผลตอบแทนถึง 5% ความคาดหวังในสินทรัพย์เสี่ยงจะต้องสูงขึ้นทันที

เริ่มกันที่หุ้นทั่วโลก เงินมีโอกาสจะไหลออก โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนสูง ๆ ใช้ Leverage ในการทำธุรกิจเยอะ ๆ อย่างหุ้นกลุ่ม Tech และหุ้นที่อาจจะ Performance ไม่โดดเด่นในกลุ่ม Small Caps โดยเฉพาะในตลาดใหญ่ ๆ ที่ผลตอบแทนเริ่มอ่ิมตัว

ทองคำ แน่นอนว่าในทางทฤษฎี เมื่อดอกเบี้ยสูง ความน่าสนใจในทองคำจะลดลง แต่ก็ต้องดูว่าอัตราผลตอบแทนพันบัตรที่พุ่งขึ้นนั้น กำลังสะท้องความเสี่ยงของระบบการเงินโลกหรือไม่ ถ้าใช่การถือครองทองคำก็อาจจะมีความน่าสนใจอยู่ แตจะเป็นบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น ไม่ใช่การคาดหวังผลตอบแทน เช่นเดียวกับคริปโทเคอร์เรนซี

ระบบการเงินโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก การขยับของอัตตราผลตอบแทนพันบัตร สร้างแรงกระเพื่อมไปยังทุกสินทรัพย์ ถึงแม้ว่าภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจจะยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนเหมือนในอดีต

เงินยังคงไหลเข้าในตลาดหุ้น ดัชนีหุ้นทั่วโลกทำนิวไฮในหลายประเทศ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า Fund Flow ในปัจจุบันเปลี่ยนทิศทางได้ไวมาก การลงทุนด้วยการกระจุกตัวในสินทรัพย์เดียวจะมีความเสี่ยงสูงมาก การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย และการลงทุนบนความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง