"SpaceX-OpenAI" ชิงบัลลังก์ IPO ใหญ่สุดในโลก ดีลประวัติศาสตร์ เดิมพันล้านล้านดอลลาร์

หลังจากที่คณะลูกขุนตัดสินให้ฝ่ายอีลอน มัสก์ แพ้คดีในคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากบริษัท OpenAI และผู้บริหาร โดยระบุว่าบริษัท AI ของ Tesla และ SpaceX ยื่นฟ้องช้าเกินไป มัสก์ร่วมก่อตั้ง OpenAI ในปี 2015 แต่ลาออกไปในปี 2018 ท่ามกลางข้อพิพาทเกี่ยวกับโครงสร้างที่ไม่แสวงหาผลกำไรแต่เดิมของบริษัท
ส่งผลให้ทั้ง SpaceX และ OpenAI ต่างเดินหน้ากันเสนอขายหุ้น IPO เพื่อชิงตำแหน่ง IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวิติศาสตร์ ซึ่งการเดินหน้า IPO ของทั้ง 2 บริษัทนั้น เป็นที่จับตาจากนักลงทุนทั่วโลก ว่าใครจะสามารถเข้าไปลั่นระฆังในวอลล์ สตรีท เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ได้ก่อนกัน
มาเริ่มกันที่บริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ ที่เปิดเผยแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทางให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ครั้งนี้ อาจกลายเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดวอลล์สตรีท
หากทุกอย่างเดินหน้าไปตามแผน หุ้นของ SpaceX อาจจะเริ่มซื้อขายได้ตั้งแต่เดือนมิ.ย.69 ภายใต้ชื่อย่อ SPCX ขณะที่บริษัทประเมินมูลค่ากิจการไว้ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการถือหุ้นส่วนใหญ่ใน SpaceX ทำให้มูลค่าหุ้นของมัสก์อาจสูงกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจผลักดันให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ก่อนหน้านี้ มัสก์ซึ่งยังเป็นซีอีโอของเทสลา (Tesla) ได้กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ SpaceX ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตจรวด ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) และยังเป็นเจ้าของ xAI บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วย
โดยเบื้องหลัง IPO ของ SpaceX วาณิชธนกิจยักใหญ่อย่าง Goldman Sachs จะเป็นผู้นำหลักในการนำเสนอขายหุ้น ขณะที่ Morgan Stanley รับบทบาทสำคัญฝั่งนักลงทุนรายย่อย โดยที่ SpaceX เดินหน้าสู่ IPO ที่ถูกคาดการณ์ว่าอาจระดมทุนได้มากกว่า 75,000 ล้านดอลลาร์
ถึงแม้ว่า SpaceX ยังขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์จากการลงทุนด้าน AI และโครงการอวกาศ แต่กระแสความสนใจของนักลงทุนยังร้อนแรงมาก เพราะบริษัทถูกมองว่าเป็นทั้งผู้นำด้านอวกาศ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และโครงสร้างพื้นฐาน AI แห่งอนาคต
ในดีลนี้ Goldman Sachs ได้รับตำแหน่ง “lead left” หรือผู้นำทีมในการจัดจำหน่ายหุ้น ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติที่สุดในวงการ IPO เพราะชื่อของธนาคารจะถูกวางไว้ลำดับแรกบนเอกสารยื่นขายหุ้นต่อกลต.ของสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้มีบทบาทหลักในการควบคุมดีลทั้งหมด ขณะที่ Morgan Stanley จะมีหน้าที่ในการกรพจายหุ้นสู่นักลงทุนรายย่อย และการดูแลเสถียรภาพราคาหุ้นหลังเข้าตลาด
ขณะที่ดีล IPO ในครั้งนี้ SpaceX ต้องการเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงหุ้น IPO มากกว่าปกติ โดยอาจจัดสรรหุ้นสูงถึง 30% ให้กับรายย่อย เทียบกับ IPO ทั่วไปที่มักให้เพียง 5-10% ทำให้ Morgan Stanley ได้รับหน้าที่นี้ เพราะมีศักยภาพในการกระจายหุ้นไปยังนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากได้
อีกสาเหตุที่ Morgan Stanley มีบทบาทสำคัญในดีลนี้ เพราะความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างอีลอน มัสก์กับธนาคารแห่งนี้ โดย Morgan Stanley เคยช่วยดีลสำคัญหลายครั้ง ตั้งแต่ IPO ของ Tesla ไปจนถึงการซื้อกิจการ Twitter/X ของอีลอน มัสก์ ซึ่งทำให้ IPO ครั้งนี้อาจสร้างค่าธรรมเนียมให้ธนาคารวอลล์สตรีทรวมกันมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และมีธนาคารเข้าร่วมกว่า 20 แห่ง รวมถึง JPMorgan Chase, Citigroup และ Bank of America
ส่วนคู่ปรับสำคัญอย่างแซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI ก็กำลังวางแผนที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ในเดือนกันยายน โดยเร่งแผนการดังกล่าวหลังจากที่ OpenAI ชนะคดีฟ้องร้องของอีลอน มัสก์ ซึ่งได้ขจัดอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของ OpenAI ให้หมดไป
ตามรายงานของ Wall Street Journal ระบุว่า OpenAI ได้ติดต่อ Goldman Sachs และ Morgan Stanley ด้วยเช่นกัน เพื่อเตรียมเอกสาร IPO ซึ่งมีความพยายามที่จะยื่นเอกสารให้ได้เร็วที่สุด โดยก่อนหน้านี้ OpenAI ได้ระดมทุนไปแล้วประมาณ 1.80 แสนล้านดอลลาร์ โดยล่าสุดมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 8.52 แสนล้านดอลลาร์
ขณะที่การซื้อขายหุ้น OpenAI นอกตลาดมีราคาซื้อขายอยู่ที่ราว 735 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นมากกว่า 46% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นถึง 120% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของนักลงทุนที่แข็งแกร่ง การเลือกผู้รับประกันการจัดจำหน่ายชั้นนำสองรายสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะเปิดตัวเทคโนโลยีครั้งสำคัญหลังจาก IPO
ทั้งนี้ แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับดีลนี้ ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศว่า Open AI กำลังจะชิงยื่นเอกสาร IPO ภายในวันศุกร์นี้ (22 พ.ค.69) และมีโอกาสจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ภายในเดือนกันยายน 69 ซึ่งแน่นอนว่ามูลค่า IPO ของ OpenAI ก็จะเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน
แต่นอกเหนือจากคู่ชิงดีลยักษ์ในครั้งนี้อย่าง SpaceX และ OpenAI ยังมี Anthropic ที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า Anthropic อาจจะทำกำไรได้ในไตรมาสแรก ขณะที่รายได้ของ Anthropic ก็เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าสู่ระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ AI และ Anthropic ก็มีเป้าหมายในการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน
ดีลประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ที่คว้าไป แต่ SpaceX อาจจะกุมความได้เปรียบอยู่พอสมควร จากความคืบหน้าที่มีการเตรียมการมาพอสมควร แต่ที่สำคัญดีลนี้ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของธุรกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น อวกาศ หรือว่า AI ที่ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญกับเศรษฐกิจโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมูลค่าของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้ กำลังจะแซงทุกอุตสาหกรรมที่โลกเคยมี IPO มาตลอดกาล
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
