"หุ้นสหรัฐฯ" เสี่ยงแค่ไหน ? เมื่อ AI คือสตอรี่เดียว IPO ยักษ์ใหญ่ กับฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี

การเติบโตของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เกิดจากแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น "สตอรี่" การเติบโตของหุ้นในอุตสาหกรรมนี้ ถูกหยิบยกให้เป็น Mainstream ของการลงทุนทั่วโลก กลายเป็น Catalyst หรือแรงกระตุ้นเดียวที่ผลักดันการเติบโตของหุ้นทั่วโลก
สิ่งนี้อาจจะดูไม่ได้แปลกประหลาดหรือน่ากังวล เพราะในอดีตโลกของการลงทุนก็ถูกขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมที่ต่างยุคต่างสมัย ตั้งแต่พลังงาน การเงิน อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา แต่การขับเคลื่อนโลกการลงุนในทุกวันนี้แตกต่างออกไป
ด้วยมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีที่สูงมากในปัจจุบัน ทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกไปแล้ว แต่หลายบริษัทกลับมีแต่มูลค่าที่สูง แต่ปัจจัยพื้นฐานกลับยังไม่ได้สะท้อนมูลค่าเหล่านั้น จะมองว่าตลาดให้ความคาดหวังที่สูงก็ไม่ผิด แต่ความคาดหวังที่สูงเกินไป ราคาที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน
ซึ่งในตลาดหลักทรัพย์เกือบทุกประเทศประเทศต่างก็พึ่งพาการเติบโตของสตอรี่ด้าน AI เป็นหลักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่จากราคาหุ้นเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้นอย่างมาก ทำให้ภาพของฟองสบู่ AI เริ่มชัดขึ้นในหลายประเทศ
มาเริ่มกันที่ต้นทางหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ดัชนีหลักทั้ง 2 แห่ง ทั้ง S&P 500 และ NASDAQ ต่างก็ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์ในรายละเอียดของดัชนี จะพบว่ามีสัดส่วนของหุ้นเทคโนโลยีที่ถ่วงน้ำหนักในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง
โดยใน S&P 500 หุ้นใหญ่ที่สุด 9 อันดับแรกที่ถูกนำมาคำนวนดัชนีนั้น เป็นหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA, Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Broadcom, Meta Platforms และ Tesla โดยหุ้นทั้ง 9 บริษัทถ่วงน้ำหนักใน S&P 500 รวมแล้วมากกว่า 36% หรือคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของดัชนี
ขณะที่ NASDAQ หุ้นใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกที่ถูกนำมาคำนวนดัชนีนั้น เป็นหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด เช่นเดียวกัน โดยเพิ่ม Micron Technology เข้าไปในอันดับที่ 10 โดยหุ้นทั้ง 10 บริษัทถ่วงน้ำหนักใน NASDAQ รวมแล้วมากกว่า 65% หรือคิดเป็นดกือบ 2 ใน 3 ของดัชนี
จะเห็นได้ว่าภาพรวมการเคลื่อนไหวของทั้งดัชนีขึ้นอยู่กับหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น นั่นหมายความว่า การที่ดัชนีพุ่งสูงขึ้น อาจจะไม่ได้สะท้อนความแข็งแรงของดัชนีทั้งหมด แต่เป็นการสะท้อนหุ้นบางตัว บางกลุ่มเท่านั้น
และถ้าเราวิเคราะห์ลงไปถึงค่าความเสี่ยง หรือ Standard Deviation ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดร่วมกับผลตอบแทนเฉลี่ย หรือ Sharpe Ratio จะพบว่าย้อนหลังไป 10 ปี S&P 500 ให้ผลตอบแทนที่เพียง 0.87 เมื่อเทียบกับ 1 หน่วยความเสี่ยง และย้อนหลังไป 5 ปี S&P 500 ให้ผลตอบแทนที่ลดลงเหลือเพียง 0.68 เมื่อเทียบกับ 1 หน่วยความเสี่ยง
และถึงแม้ว่าคำนวนย้อนหลังไป 3 ปี S&P 500 ให้ผลตอบแทนสูงถึง 1.31 เมื่อเทียบกับ 1 หน่วยความเสี่ยง หมายความว่า ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าความเสี่ยง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าใน 3 ปี ย้อนหลัง ในปี 2023 ถึงปัจจุบัน ถือเป็นรอบขาขึ้นใหญ่ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และไม่มีปีไหนเลยที่ผลตอบแทนของดัชนีติดลบ
ฟังดูอาจจะเห็นว่า S&P 500 ที่ขึ้นมาแรงด้วยกลุ่มเทคโนโลยี ก็ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าความเสี่ยงแล้ว ไม่น่าจะกัวลอะไร สิ่งที่น่ากังวลคือสัญญาณการ "ชะลอตัว" ของการเติบโต S&P 500 เติบโตมา 3 ปีติดต่อกันก็จริง แต่เติบโตใน "อัตราที่ลดลง" โดยในปี 2023, 2024 และ 2025 S&P 500 เติบโตที่ 26.30%, 25.00% และ 17.9% ลดลง 3 ปีติด และนับตั้งแต่ต้นปี 2026 (YTD) S&P 500 เติบโตเพียง 7.39% มีโอกาสที่แนวโน้มการเติบโตจะลดลงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าการพุ่งขึ้นของดัชนีที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นแรงผลักดันของกลุ่มอุตสาหกรรมไหน หากเผชิญวิกฤต หรือความท้าทาย ดัชนีก็มีโอกาสปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงได้ด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะถ้าย้อนไปในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤตใหญ่ในรอบที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น "วิกฤตคอตคอม" ในช่วงปี 2000-2002 S&P 500 ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุด หรือ Drawdown ไปถึง -44.70% และใน "วิกฤตซับไพรม์" ช่วงปี 2008 S&P 500 ปรับตัวลดลงถึง 50.90%
หลายคนอาจจะมองว่าวิกฤต AI คงยังไม่มีทางจะเกิดขึ้น อีกทั้งการเกิดสงครามในตะวันออกกลางจนเกิด "วิกฤตพลังงาน" ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ก็ดูจะไม่กระทบหุ้นเทคโนโลยีสักทเท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในช่วงเดือนแรกที่เกิดสงคราม S&P 500 ปรับตัวลดลงไปประมาณ 8% ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นมาหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย
อุตสาหกรรม AI คงยังไม่เผชิญวิกฤตในเร็ว ๆ นี้ แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือความคาดหวังของกลุ่มเทคโนโลยีที่สูงมาก หุ้นเทรดกันบน P/E ที่สูงตั้งแต่ 30 เท่า 60 เท่า ไปจนถึง 150 เท่า
นั่นหมายความว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่ตลาดผิดหวังจากการคาดการณ์ ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการ หรือการลงทุนขนาดใหญ่ที่อาจจะไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ตลาดคาดหวัง หุ้นกลุ่มนี้จะกลายเป็นกลุ่มที่ต้องรับความเสี่ยงจากแรงขายที่ยากจะคาดการณ์ได้
ดังนั้น นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในการลงทุนอยู่เสมอว่า ผลตอบแทน มาพร้อมกับความเสี่ยง แยกกันไม่ออก การกระจายความเสี่ยงไปยังหลายสินทรัพย์ ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน
และที่สำคัญนักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนอยู่เสมอ เพราะการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่ "เหมาะสม" กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
