AI และ LiDAR เผยร่องรอย "อากิรี" อารยธรรมลับใต้แอมะซอน

วันที่ 29 กรกฎาค ที่ผ่านมา นักวิจัยค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนป่าฝนแอมะซอนอันหนาทึบ ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์สแกน LiDAR และปัญญาประดิษฐ์ AI ซึ่งเผยให้เห็นร่องรอยของสิ่งก่อสร้างบนดินทางเรขาคณิต หรือจีโอกลิฟส์ (Geoglyphs) นับหมื่นแห่ง การค้นพบครั้งนี้กำลังพลิกหน้าประวัติศาสตร์ที่เคยเชื่อกันว่าแอมะซอนเป็นเพียงป่าดิบชื้นบริสุทธิ์ที่ไม่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่มาก่อน ให้กลายเป็นพื้นที่ที่เคยมีสังคมเมืองขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนตั้งอยู่
ผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ทีมนักโบราณคดีซึ่งรวมถึง มาร์ตติ พาร์สซิเนน (Martti Pärssinen) ได้วิเคราะห์และระบุว่า สิ่งก่อสร้างเหล่านี้เป็นผลงานของอารยธรรมอากิรี (Aquiry) ซึ่งตั้งชื่อตามแม่น้ำเอเคร (Acre) ที่มีความหมายในภาษาพื้นเมืองว่าแม่น้ำแห่งจระเข้
นักวิจัยประเมินว่าอารยธรรมนี้มีความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงปี ค.ศ. 100 ถึง 300 และอาจมีประชากรหนาแน่นถึง 1.25 ล้านถึง 3 ล้านคน ครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยกว่า 70,600 ตารางไมล์ ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดของรัฐนอร์ทดาโคตา สหรัฐอเมริกา
การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่นี้เป็นผลมาจากการทำงานของเทคโนโลยี LiDAR ที่ยิงคลื่นเลเซอร์นับพันล้านครั้งทะลุผ่านเรือนยอดไม้ ผสานกับเทคโนโลยี AI เช่น ระบบเสมือนที่เรียกว่า GlyphTrack ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและเหมือนการถางป่าออกด้วยระบบดิจิทัล เพื่อตรวจจับความผิดปกติของพื้นดินที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ จากเดิมที่ตรวจพบสิ่งก่อสร้างได้เพียงเล็กน้อย เทคโนโลยีใหม่นี้ได้เผยให้เห็นจีโอกลิฟส์ใหม่ที่ไม่เคยมีใครบันทึกไว้มาก่อนเกือบ 400 แห่ง และจากการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ นักวิจัยคาดการณ์ว่า อาจมีจีโอกลิฟส์ซ่อนอยู่ใต้ป่าแอมะซอนมากถึง 20,000 ถึง 30,000 แห่ง
ร่องรอยสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีรูปทรงเรขาคณิตที่แม่นยำ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม แปดเหลี่ยม และเพนทาแกรม ประกอบด้วยคูน้ำที่กว้างถึง 40 ฟุต ลึก 16 ฟุต และคันดินสูง โดยถูกสร้างขึ้นโดยปราศจากเครื่องมือโลหะหรือสัตว์ช่วยงาน การวิเคราะห์ทางดาราศาสตร์โบราณคดี (Archaeoastronomy) จากจีโอกลิฟส์กว่า 300 แห่ง พบว่าโครงสร้างเหล่านี้ถูกจัดวางทิศทางอย่างจงใจให้สอดคล้องกับจุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นในวันครีษมายัน (Summer Solstice) รวมถึงสอดคล้องกับทิศหลักทั้งสี่ ข้อมูลนี้สนับสนุนสมมติฐานที่ว่าสถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อการอยู่อาศัยถาวร แต่เป็นศูนย์กลางสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การรวมตัวทางการเมือง และการเฉลิมฉลอง
นอกจากขนาดของอารยธรรมแล้ว หลักฐานที่ค้นพบยังชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติขั้นสูง อารยธรรมโบราณนี้ได้สร้างดินดำแอมะซอน (Terra preta) ซึ่งเป็นดินที่อุดมไปด้วยสารอาหารจากการสะสมของขยะอินทรีย์ เถ้าถ่าน และถ่านกัมมันต์อย่างตั้งใจ เพื่อใช้ในการเพาะปลูกข้าวโพด ฟักทอง ถั่ว และมันสำปะหลัง ตลอดจนดัดแปลงสภาพป่าให้กลายเป็นป่าทุติยภูมิที่เต็มไปด้วยต้นปาล์ม ต้นถั่วบราซิล และไม้ไผ่ เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตในลักษณะเครือข่ายเมืองในสวน หรือ Garden city ที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม อารยธรรมอากิรีได้ถูกทิ้งร้างและล่มสลายไปอย่างรวดเร็วและเป็นปริศนาในช่วงปี ค.ศ. 850 ถึง 950 ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเสื่อมถอยของอารยธรรมก่อนยุคอาณานิคมอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น อารยธรรมมายา (Maya) ติวานากู (Tiwanaku) และวารี (Wari)
ท่ามกลางความตื่นเต้นของการค้นพบ นักวิชาการบางกลุ่มได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับวิธีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่มักใช้คำว่าเมืองที่สูญหาย (Lost Cities) เนื่องจากในความเป็นจริง ชนพื้นเมืองในพื้นที่รับรู้ถึงร่องรอยและใช้งานพื้นที่เหล่านี้มาโดยตลอด และนักโบราณคดีเคยสำรวจพบสถานที่หลายแห่งมานานแล้ว เพียงแต่เทคโนโลยีขั้นสูงในปัจจุบันเพิ่งจะช่วยให้วงการวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นขนาด เครือข่าย และความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมนี้ในภาพรวมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
