รีเซต

SpaceX IPO แห่งปี เพิ่มเศรษฐี 4,400 คน

SpaceX IPO แห่งปี เพิ่มเศรษฐี 4,400 คน
TNN ช่อง16
12 มิถุนายน 2569 ( 11:36 )
12

“สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) บริษัทด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังจะเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณะ (IPO) ในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น โดยแผนเบื้องต้นที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ บริษัทจะขายหุ้น IPO จำนวน 555.6 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 135 ดอลลาร์ เพื่อจดทะเบียนในตลาดหุ้น “แนสแด็ก” (Nasdaq) ภายใต้ชื่อย่อ SPCX ซึ่งจะทำให้ระดมทุนได้มากสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะหนุนให้มูลค่ากิจกรรมของ SpaceX อยู่ที่ราว 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดมากสุดอันดับ 7 ของโลก แซงหน้า “เทสลา” (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้เจ้าของเดียวกัน คือ “อีลอน มัสก์” รวมถึง “เมตา แพลตฟอร์มส์” (Meta) บริษัทแม่ของ “เฟซบุ๊ก”


SpaceX ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 โดยสร้างชื่อเสียงในฐานะผู้ให้บริการปล่อยจรวดก่อนจะขยับขยายเพิ่มเติม ปัจจุบัน ธุรกิจของบริษัทแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ ธุรกิจจรวดและการขนส่งอวกาศ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ภายใต้แบรนด์ “สตาร์ลิงก์” (Starlink) และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเพิ่งควบรวมกิจการกับ xAI ของ “มัสก์” เมื่อต้นปีนี้ 


หากเป็นไปตามแผนเบื้องต้นที่วางไว้ การทำ IPO ของ SpaceX จะระดมทุนได้มากถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำลายสถิติเดิมของ “ซาอุดี อารามโก” ยักษ์พลังงานของซาอุดีอาระเบีย ที่ทำไว้ 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2562 ตามด้วย “อาลีบาบา” ยักษ์อี-คอมเมิร์ซของจีน ที่ระดมทุนได้ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2557 


ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดขายหุ้น IPO มีรายงานว่า SpaceX สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดจองซื้อมากถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายเกือบ 4 เท่า สะท้อนความสนใจของบรรดานักลงทุนที่ว่างเว้นจากดีลขนาดใหญ่เช่นนี้มานานแล้ว อย่างไรก็ตาม ความต้องการของนักลงทุนยังคงเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่จะมีการเคาะราคา IPO และนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่บางรายมักจะส่งคำสั่งซื้อในช่วงท้ายของการทำ IPO

น่าสนใจว่า การจดทะเบียนในตลาดหุ้นครั้งนี้อาจทำให้พนักงานปัจจุบันและอดีตพนักงานของ SpaceX หลายพันคนร่ำรวยขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งไม่ใช่แค่พนักงานระดับหัวกะทิอย่างผู้บริหารระดับสูงและวิศวกร แต่ยังรวมถึงพนักงานระดับปฏิบัติการอย่างพ่อครัวและช่างเชื่อมที่ได้รับหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน นอกเหนือจากเงินเดือนในช่วงก่อนหน้านี้ จากการวิเคราะห์ของ Hill.com แพลตฟอร์มการลงทุนในซานฟรานซิสโก ระบุว่า พนักงานในปัจจุบันและอดีตของ SpaceX มากกว่า 4,400 คน จะกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านจากการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ และในจำนวนดังกล่าว ประมาณ 400 คนจะมีความมั่งคั่งระดับ 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป


อย่างกรณีของ “เทรเวอร์ ไฮส์” ที่ทำงานเป็นวิศวกรปล่อยจรวดกับ SpaceX หลังจบการศึกษาเมื่อปี 2554 ถึงแม้พ่อแม่จะคัดค้าน ปัจจุบัน เขาถือหุ้น SpaceX มากกว่า 100,000 หุ้น ซึ่งได้มาระหว่างการทำงานเป็นเวลา 12 ปี หากคำนวณตามราคาหุ้น IPO ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ความมั่งคั่งของ “ไฮส์” น่าจะอยู่ที่อย่างน้อย 13.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มหาศาล แต่ก็ไม่ใช่พนักงาน SpaceX ทุกคนจะถือหุ้นเอาไว้ เพราะบางคนคิดว่าบริษัทจะไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้น หลายคนจึงขายหุ้นออกไป ขณะที่พนักงานรุ่นแรก ๆ บางส่วนนำหุ้นที่ได้รับไปแลกกับบัตรของขวัญจากร้านอาหารที่มีมูลค่าเพียงเล็กน้อย


ขณะเดียวกัน การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX จะทำให้ “มัสก์” กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก เนื่องจาก “มัสก์” ซึ่งถือหุ้นประมาณร้อยละ 42 ใน SpaceX คิดเป็นความมั่งคั่งสุทธิ 8.41 แสนล้านดอลลาร์ และอีก 3 แสนล้านดอลลาร์มาจากการถือหุ้นใน “เทสลา” 


SpaceX กำลังปลุกตลาด IPO ที่ซบเซาหลังจากอัตราดอกเบี้ยที่ขยับสูงขึ้นระหว่างปี 2565-2568 จากข้อมูลที่รวบรวมโดย “เจย์ ริตเตอร์” จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา พบว่า จำนวนการทำ IPO ทั้งในส่วนของบริษัทที่มีผลประกอบการกำไรและขาดทุนลดลงตั้งแต่ปี 2565 หลังทำสถิติสูงสุดในปี 2564 โดยการเสนอขายหุ้น IPO ในส่วนของบริษัทที่เผชิญภาวะขาดทุนเหมือนกรณีของ SpaceX ซึ่งไม่รวมบริษัทเฉพาะกิจเพื่อการเข้าซื้อกิจการ (special purpose acquisition companies-SPAC) หรือบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นมากกว่า 1 แห่ง (dual-listing) มีมูลค่าเหลือเพียง 3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2565-2566 ลดลงอย่างมากจาก 9.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2564 ซึ่งมากกว่าจำนวนการทำ IPO ในส่วนของบริษัทที่มีผลกำไรที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน


แต่ขณะนี้นักลงทุนที่ยอมรับกระแส AI เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ประเมินว่าในปี 2569 บริษัทที่ขาดทุนจะมีสัดส่วนคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของธุรกรรม IPO ทั้งหมด ซึ่งยังห่างไกลจากระดับสูงสุดในปี 2564 ที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม SpaceX จะมีส่วนหนุนการทำ IPO ในส่วนของบริษัทที่ผลประกอบการขาดทุน และหากหุ้น SpaceX ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องหลังการทำ IPO ก็จะเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับเดิมพันของบริษัทด้าน AI ยักษ์ใหญ่อีก 2 แห่ง ได้แก่ “แอนธรอปิก” (Anthropic) ผู้พัฒนา “คล็อด” (Claude) และ“โอเพนเอไอ” (OpenAI) ผู้พัฒนา “แชตจีพีที” (ChatGPT) ซึ่งยื่นเอกสารแบบลับในการขอทำ IPO ต่อ ก.ล.ต.ไปแล้ว ซึ่งยักษ์ AI ทั้ง 2 แห่งนี้ยังไม่ทำกำไร เนื่องจากต้องลงทุนมหาศาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI 

“ดีลอจิก” (Dealogic) ประเมินว่า หาก Anthropic และ OpenAI ตั้งเป้าทำ IPO ระดมทุน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เท่ากับ SpaceX เมื่อบวกกับการทำ IPO ของบริษัทอื่น ๆ ด้วย ในปีนี้มูลค่าการระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งนับรวมการระดมทุนผ่าน SPAC และ dual-listing น่าจะแตะ 2.85 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งก็ยังไม่เท่า 3.18 แสนล้านดอลลาร์ ที่ทำไว้ในปี 2564 แต่ความแตกต่างอยู่ที่การระดมทุนในปี 2564 เกิดจากธุรกรรมมากกว่า 1,000 รายการ แต่ในปีนี้จะอยู่ที่ 165 รายการเท่านั้น แม้จะนับรวมการทำ IPO ของยักษ์เทคโนโลยีด้าน AI ทั้ง 3 แห่งล่าสุดแล้วก็ตาม


นั่นหมายความว่า ในปีนี้นักลงทุนต้องวางเดิมพันมหาศาลไว้ในตะกร้าเพียงไม่กี่ใบ ซึ่งอาจสร้างความตึงเครียดให้กับทั้งนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนรายย่อย และหากการเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX ไม่ได้คึกคัก ในขณะที่ทั้ง Anthropic และ OpenAI ยังคงเดินหน้าต่อไป การจดทะเบียนในตลาดหุ้นพร้อมกัน 3 บริษัทก็อาจกระทบโอกาสของบริษัทขนาดเล็กรายอื่น ๆ 


การทำ IPO ล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนอย่างมาก โดยดัชนี “แนสแด็ก คอมโพสิต” (Nasdaq composite) ปรับตัวลดลงในสัปดาห์นี้ หลังจากขยับลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และราคา “บิตคอยน์” (Bitcoin) ลดลงต่อเนื่องหลังเมื่อวันศุกร์ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดย “บิตคอยน์” เคลื่อนไหวแถว 61,852 ดอลลาร์ ลดลงราวร้อยละ 52 จากระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 126,223 ดอลลาร์ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายมองว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีชะลอตัวลงอาจเกิดจากการเทขายของเพื่อซื้อหุ้นของ SpaceX 


ปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ SpaceX จัดสรรหุ้นมากถึงร้อยละ 30 สำหรับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงและเกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ ที่มักถูกครอบงำจากนักลงทุนสถาบัน การเปิดโอกาสให้รายย่อยช่วยผลักดันให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ คริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งหันมาสนใจหุ้นกลุ่ม AI ที่มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะบริษัท AI ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถทำกำไรได้ ท่ามกลางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง