คัดหุ้นส่งออก หุ้นดาวเด่นที่ต้องเก็บเข้าพอร์ต หลังเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 32 บาท

ข่าววันนี้ การส่งออกของไทยเติบโตโดดเด่น เมื่อเทียบกับเครื่องจักรเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างการท่องที่ยวและการลงทุนในประเทศที่ชะลอตัวจากผลกระทบของการระบาดโควิด-19ในประเทศ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที (KTBST SEC ) ออกบทวิเคราะห์ถึงหุ้นกลุ่มส่งออกว่า เป็นสัญญาณที่ดี ที่ได้เห็นเศรษฐกิจโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัว ทำให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกได้ประโยชน์ตามไปด้วย KTST SEC ประเมินว่าอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนการส่งออก คือรถยนต์ ยอดผลิตรถยนต์เดือน พ.ค. 2564 ที่อยู่ที่ 1.4 แสนคัน เพิ่มขึ้นถึง 150% ( YoY) และเพิ่มขึ้น 34% (MoM) แม้จะยังติดลบ -23% หากเทียบกับเดือน พ.ค. ของปีที่ผ่านมา อีกทั้งส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำเพิ่มขึ้น +38% (YoY) และ -4% (MoM) จากผลกระทบของโควิด-19 ระลอกที่ 3
กลุ่มยานยนต์ (Automotive) : ประเมินว่า จากตัวเลขยอดการผลิตรถยนต์ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ยังเป็นไปตามที่เราคาดไว้ แต่มีโอกาสที่จะโตขึ้นหากยอดผลิตในเดือน มิ.ย.- ก.ค. 2564 ฟื้นตัวได้เร็ว จะทำให้ยอดผลิตรถยนต์ทั้งปี2564 สูงกว่าที่คาดไว้ หุ้น Top pick ได้แก่ SAT
กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ - กลุ่มนี้มีสัดส่วนการส่งออกมากถึง 76% และเติบโตตามยอดขายรถยนต์ในประเทศ หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ Aeroklas
กลุ่มธุรกิจเรือที่ส่งออกรถยนต์ – กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากการส่งออกรถยนต์ชัดเจน หุ่นเด่นได้แก่ NYT และ EPG
KTBST SEC ประเมินว่า ยอดผลิตรถยนต์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีทิศทางที่ดี จากความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยอดส่งออกรถยนต์ยังคงเติบโตได้โดดเด่น ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยจะดีขึ้น เนื่องจากการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นช่วยควบคุมการระบาดและส่งผลให้กำลังซื้อกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น
อีกประเด็นสำคัญที่ช่วยหนุนภาคการส่งออกคือ เงินบาทที่อ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 32.02-32.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 13 เดือน แน่นอนมาจากเรื่องเงินเฟ้อสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกมาคาดการณ์ถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดจากเดิมปี 2568 เป็นปี 2566 ทำให้เกิดการไหลกลับของกระแสเงินทุน อีกทั้งปัจจัยภายในประเทศเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นส่งผลให้ให้หุ้นส่งออกได้ปัจจัยบวกจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นไปอีกต่อ ซึ่งหุ้นกลุ่มเด่นจากเรื่องนี้ KTBST SEC ได้วิเคราะห์ไว้ได้แก่
กลุ่มอิเล็กทรอนิคส์ - เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกไปต่างประเทศ หากเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้นของหุ้นที่แนะนำ ดังนี้ KCE (+6%) และ HANA (+5%)
กลุ่มอาหาร - เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ หากเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาท จะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้นของหุ้นที่แนะนำ ดังนี้ TU (+3%), CPF (+5%) , ASIAN (+5%) , GFPT (+2%)
กลุ่มเกษตร - มีรายได้จากต่างประเทศเป็นหลักเช่นกัน ทุกการอ่อนค่า 1 บาท จะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้นของหุ้นที่แนะนำ ดังนี้ STA (+6%) , NER (+3%) , GFPT (+2%)
อุตสาหกรรมอื่น – เมื่อประเมินทุก 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้นดังนี้ SMPC (+8 ถึง10%) , MEGA (+8%) , EPG (+4%)
แต่ในทางตรงกันข้ามยังมีกลุ่มที่ได้ปัจจัยลบจากการอ่อนค่าของเงินบาท ได้แก่
กลุ่มสายการบิน - THAI, AAV, BA
กลุ่มพลังงาน - PTTGC TOP IVL PTTEP และ SPRC
กลุ่มโรงไฟฟ้า - GULF, BGRIM, GPSC, RATCH,GUNKUL
กลุ่มอื่น - TVO
หากมองแนวโน้มค่าเงินบาทตลอดทั้งปี KTBST SEC คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเริ่มกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในช่วงปลายปี 2565 จากการเปิดประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้
--------------------
เกาะติดสถานการณ์โควิด-19 ทันความเคลื่อนไหว ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งตรงถึงมือคุณ
คลิกเลย!! >>> รู้ทันกันโควิด <<< หรือ กด *301*35# โทรออก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
