รีเซต

STECON บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.50 บาท

STECON บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.50 บาท
ทันหุ้น
20 มกราคม 2569 ( 15:37 )
1

#ทันหุ้น #2026 #SET #STECON บล.ทิสโก้ แนะนำ "ซื้อ" เป้า 11.50 บาท

บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)ิSTECON แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของงานในมือ (Backlog) และการชนะประมูลโครงการจากภาคเอกชนที่ช่วยพลิกฟื้นผลกำไรอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลยุทธ์การสะสม Backlog และโมเมนตัมจากภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความมั่นคงด้านผลกำไรต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 บริษัทเข้าสู่ปี 2569 ด้วยฐานะทางการเงินและเสถียรภาพด้านกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น จากมูลค่างานในมือที่สูงถึง 126,047 ล้านบาท และการขยายตัวอย่างรวดเร็วในการรับงานภาคเอกชน 

แม้ว่าสถานการณ์การยุบสภาจะส่งผลให้การประมูลและการลงนามสัญญาใหม่จากภาครัฐเกิดความล่าช้า แต่การที่บริษัทรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจที่เติบโตสูง เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่มีอัตรากำไรสูงกว่างานก่อสร้างทั่วไป จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยรักษาความมั่นคงของกำไรในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การปรับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความยั่งยืนของรายได้ แต่ยังสนับสนุนผลการดำเนินงานให้มั่นคงจนกว่าโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2569 เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น STECON

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะพลิกกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยเราได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 เป็น 222 ล้านบาท (ปรับลดจากเดิม 242 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับเพิ่มประมาณการรายได้จากการก่อสร้างแต่ลดคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นลงเล็กน้อย) ซึ่งสะท้อนการฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับผลขาดทุน 2.24 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และคิดเป็นการเติบโต 36% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) 

ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการรับรู้รายได้ก่อสร้างที่ 9.5 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 23% YoY ซึ่งเป็นผลจากการเร่งดำเนินงานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และ Data Centers รวม 7 แห่งให้ทันตามกำหนดสิ้นปี ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นจาก -13% มาอยู่ที่ 7.0% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโครงการหนองบอนที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่การเติบโตของกำไรแบบ QoQ นั้นได้รับอานิสงส์จากรายได้ที่พุ่งขึ้นประมาณ 26% จากการเร่งส่งมอบงาน

ในส่วนของทิศทางรายได้ปี 2569 จะถูกขับเคลื่อนด้วย Backlog เป็นหลักแม้จะมีอุปสรรคทางการเมือง โดยผลการดำเนินงานตลอดปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือมูลค่า 1.26 แสนล้านบาท ซึ่งฝ่ายบริหารตั้งเป้ารายได้เฉพาะในไตรมาส 4/2568 ไว้ที่ราว 3.4–3.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ STECON ประสบความสำเร็จในการคว้างานใหม่จากภาคเอกชนมูลค่า 1.0 หมื่นล้านบาท (ประกอบด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะ 4 พันล้านบาท โครงการพลังงานหมุนเวียน 1 พันล้านบาท และโครงการน้ำ 5 พันล้านบาท) ส่งผลให้มูลค่างานใหม่รวมในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท 

แม้การประมูลงานภาครัฐอาจซบเซาจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แต่พอร์ตงานเอกชนที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้างความมั่นคง โดยเราคาดว่าจะมีการลงนามสัญญาใหม่เพิ่มเติมอีกราว 4.0 หมื่นล้านบาทในปี 2569 สำหรับความเสี่ยงด้านการดำเนินงานนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์โครงการหลุมยุบที่โรงพยาบาลวชิระซึ่งได้รับการคุ้มครองจากประกันภัยอย่างครบถ้วน ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อความล่าช้าหรือกำไรของบริษัท

เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ STECON พร้อมปรับเพิ่มมูลค่าที่เหมาะสมเป็น 11.50 บาทต่อหุ้น โดยมีการปรับประมาณการกำไรปี 2568-2570 เพิ่มขึ้น 1-8% เพื่อสะท้อนผลงานในไตรมาส 4/2568 และสมมติฐานใหม่ของโครงการต่างๆ การปรับวิธีประเมินมูลค่าด้วยวิธี Sum-of-the-parts (SOTP) ไปยังปี 2569 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 10.00 บาท เป็น 11.50 บาท 

นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้น (Upside) จากการปรับลดหนี้เสียของกิจการร่วมค้า (UJV) ที่อยู่ระหว่างเจรจา โดยเราเชื่อมั่นในอัตรากำไรที่แข็งแกร่ง ยอดสั่งซื้อที่หลากหลาย และโมเมนตัมงานภาคเอกชนที่ทรงพลัง แม้จะมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การรับงานเอกชนที่อาจช้ากว่าคาด หรือต้นทุนที่บานปลาย แต่ด้วย Backlog ขนาดใหญ่จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแรงและสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาวจากการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง