รีเซต

เจาะ “ผลกระทบสงคราม” ศก.-หุ้นไทย บัวหลวงเปิดลิสต์ 6 หุ้นน่าสะสม!

เจาะ “ผลกระทบสงคราม” ศก.-หุ้นไทย บัวหลวงเปิดลิสต์ 6 หุ้นน่าสะสม!
ทันหุ้น
6 มีนาคม 2569 ( 11:48 )
1

#ทันหุ้น - บล.บัวหลวง เจาะ “ผลกระทบสงคราม” เศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย ในมุมการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ดังนี้

Scenario 1: สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายภายในประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจำกัดและกระทบหลักผ่านความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะสั้น ดังนั้น GDP ไทยปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 1.8%

Scenario 2: รุนแรงขึ้น โดยยืดเยื้อเกิน 6 สัปดาห์ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่เกิน 1 เดือน แต่ยังไม่กระทบระดับน้ำมันสำรองของประเทศผู้บริโภคน้ำมันทั่วโลก ราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นราว 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานนำเข้าเพิ่ม ดุลการค้าขาดดุลมากขึ้น และนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางชะลอลง ทำให้ GDP ไทยปี 2569 ลดลง 0.6% จากกรณีฐาน เหลือประมาณ 1.2% ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มเป็นราว 1.0%

Scenario 3: รุนแรงที่สุด โดยยืดเยื้อเกิน 6 สัปดาห์ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนานเกิน 1 เดือน จนกระทบอุปทานน้ำมันโลกและเกิด Energy supply shock ราคาพลังงานพุ่งสูงและนักท่องเที่ยวยุโรปชะลอการเดินทางเพิ่มเติม นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง GDP ไทยปี 2569 อาจลดลง 2.7% จากกรณีฐาน กลายเป็นหดตัวราว 0.9% สะท้อนความเสี่ยงเข้าสู่ ภาวะถดถอยเล็กน้อย ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 3.0% จากกรณีฐาน

ในด้านตลาดหุ้น กลไกการส่งผ่านผลกระทบจากสงครามสู่ตลาดหุ้นไทยเกิดผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ราคาพลังงาน, การเติบโตของเศรษฐกิจไทย และนำไปสู่ทิศทางกำไรบริษัทจดทะเบียน และเพื่อเชื่อมโยงมุมมองเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบของสถานการณ์สงครามผ่าน 3 Scenarios ดังนี้

Baseline Scenario: ความขัดแย้งจะไม่ลุกลามจนกระทบอุปทานพลังงานโลกในระดับโครงสร้าง ประเมิน SET target ปี 2569 ที่ 1560 อิงกำไรต่อหุ้นที่ 93.5 ปี 2569 (เทียบ 91.5 ในปี 2568) ประเมินผลกระทบจำกัด แม้สงครามอาจดันราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นระยะสั้นราว 15-20% แตะระดับ 80 เหรียญฯ อาจกินระยะเวลาราว 4-6 สัปดาห์ ก่อนผ่อนคลายลงกลับสู่ค่าเฉลี่ยของปี 2569 ที่ราว 70 เหรียญฯ และมอง SET ฟื้นกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นได้อีกครั้ง หนุนจากการฟื้นตัวของกำไรและฟันโฟลว์ต่างชาติ

Stress Scenario (Worse Case หรือ รุนแรงขึ้น): หากอุปทานน้ำมันหายไป แต่ผลกระทบต่อคลังสำรองประเทศต่างๆ ไม่มาก อาจกดดันราคาน้ำมัน brent ยืนสูง 95 เหรียญฯ 3 เดือน (ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 77 เหรียญฯ) อาจกดดัน GDP ราว 0.6% เหลือเติบโตเพียง 1.2% และกดดันกำไรต่อหุ้น SET ราว 3% เหลือกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 90.2 หดตัวจากปีก่อน 1.4%/ downside ดัชนีที่ 1340

Tail Risk Scenario (Worst Case หรือ รุนแรงที่สุด): หากอุปทานน้ำมันหายไป กระทบคลังสำรองประเทศต่างๆ รุนแรง กดดันราคาน้ำมัน brent ยืนสูง 189 เหรียญฯ 3 เดือน (ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 100 เหรียญฯ) อาจกดดัน GDP ราว 2.7% เข้าสู่ภาวะ mild recession GDP หดตัว 0.9% และกดดันกำไรต่อหุ้น SET ราว 11% เหลือกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 83.2 หดตัวจากปีก่อน 11%/ downside ดัชนีที่ 1160

จากการประเมินทั้งหมด Baseline Scenario ยังคงเป็นกรณีฐานของฝ่ายวิจัย ขณะที่ฉากทัศน์อื่น ๆ เป็นการจำลองความเสี่ยงเพื่อให้เห็นขอบเขตของผลกระทบ หากสงครามยกระดับจนกระทบอุปทานพลังงานโลก โดยกลุ่มหุ้นแนะนำ เน้นสะสม 4 ธีมการลงทุนหลัก:

1) Defensive cashflow with consumption upside (กระแสเงินสดสม่ำเสมอ-อัพไซด์หากการบริโภคฟื้นตัว) CPN, CPALL
2) Rate-easing harvest season (ปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดอกเบี้ยต่ำ) TIDLOR
3) National infrastructure supercycle (วัฏจักรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศสู่ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล) GULF
4) Dividend leader (ผู้นำปันผลสูง) SCB, KTB

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง