รวมค่าลดหย่อนภาษี สำหรับยื่นปี 2564

รวมค่าลดหย่อนภาษี สำหรับยื่นปี 2564
TrueID
10 พฤศจิกายน 2563 ( 16:07 )
17.8K
รวมค่าลดหย่อนภาษี สำหรับยื่นปี 2564

เหลือเวลาไม่มากสำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำในการวางแผนภาษีเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด. เพื่อนำไปคำนวณในการเสียภาษีของปี 2563 ที่จะยื่นต้นปี 2564 และเป็นช่วงเวลารวบรวมค่าลดหย่อนที่ช่วยให้เสียภาษีน้อยลง ที่มีหลายคนเข้าใจผิดว่า คิดว่ายิ่งลดหย่อนภาษีไปเท่าไหร่ ก็จะเสียภาษีน้อยลงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงนั้นขึ้นอยู่กับเงินได้และอัตราภาษีเฉพาะบุคคลด้วย โดยปัจจุบันใช้อัตราก้าวหน้าในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปี 2563 กรมสรรพากรได้กำหนดรายการหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนต่างๆ ไว้ เพื่อลดภาระของยอดภาษีที่ต้องนำส่ง โดยแบ่งค่าลดหย่อนออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

 

 

กลุ่มที่ 1 ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและครอบครัว

 

ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและครอบครัวค่าลดหย่อน
ค่าลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาท
ค่าลดหย่อนคู่สมรส กรณีไม่รายได้หรือยื่นร่วม60,000 บาท
ค่าลดหย่อนบุตรคนละ 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนบิดามารดาคนละ 30,000 บาท
ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูผู้พิการหรือคนทุพพลภาพคนละ 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตรตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 60,000 บาท

 

 

*บุตรชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรม หักค่าลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ต้องเข้าเงื่อนไข ดังนี้


        - บุตรชอบด้วยกฎหมาย หักลดหย่อนได้ไม่จำกัดจำนวน
        - บุตรบุญธรรม หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 3 คน
        - กรณีมีบุตรชอบด้วยกฎหมายที่มีชีวิตอยู่จำนวนตั้งแต่ 3 คน จะนำบุตรบุญธรรมมาหักอีกไม่ได้
        - กรณีมีบุตรชอบด้วยกฎหมายมีจำนวนไม่ถึง 3 คน ให้นำบุตรบุญธรรมมาหักได้รวมกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน

           บุตรที่นำมาหักลดหย่อนต้องไม่มีเงินได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป และเข้าหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

        - เป็นผู้เยาว์
        - บุตรมีอายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษา
        - เป็นผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู

        การนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยนับรวมบัตรที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการลดหย่อนด้วย

 

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ โดยบิดามารดาต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อนไม่เกิน 30,000 บาท หักค่าลดหย่อน คนละ 30,000 บาท และสามารถหักลดหย่อนสำหรับบิดามารดาของคู่สมรสได้อีกคนละ 30,000 บาท

 

 

 

กลุ่มที่ 2 ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการลงทุน

 

ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการลงทุนค่าลดหย่อน
1ประกันสังคมตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 7,200 บาท
2เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป / เงินฝากแบบมีประกันชีวิตตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
3เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง

ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท

*ข้อ 2 และ 3 รวมแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

4เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
5เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
6กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
*เงื่อนไขคือต้องลงทุนต่อเนื่องถึงอายุ 55 ปี
ลดหย่อนภาษีได้ 30%ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
7กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กบข / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
8เงินสะสมจากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)ไม่เกิน 13,200 บาท
9กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)

ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

*ข้อ 5 - 9 รวมแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

10กองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSFX)ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

 

*ค่าเบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป) ของผู้มีเงินได้หักค่าลดหย่อนและได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ หากคู่สมรสมีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อน สำหรับเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่หากสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้


          (ก) ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึง มาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว


         (ข) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษีและภริยาไม่ใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีตามมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว


         (ค) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษีและภริยาใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามี ตามมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

 

*ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เกิน 30,000 บาท

 

กลุ่มที่ 3 ค่าลดหย่อนอสังหาริมทรัพย์

 

ค่าลดหย่อนอสังหาริมทรัพย์ค่าลดหย่อน
ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
โครงการบ้านหลังแรกปี 2559ไม่เกิน 120,000 บาท

 

อสังหาฯที่เข้าเงื่อนไขมีอะไรบ้าง

บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ อาคารชุด คอนโด  พูดง่ายๆคือต้องเป็นสิ่งก่อสร้างเพื่อพักอาศัยที่อยู่บนที่ดินเท่านั้น ส่วนคนที่ซื้อที่ดินมาหรือมีที่ดินอยู่แล้วแล้วนำมาสร้างบ้านเอง อันนี้ใช้ไม่ได้

 

ราคาอสังหาฯต้องเท่าไร ดูยังไง

ต้องไม่เกิน 3 ล้านบาท ถามว่ายึดราคาไหน เพราะบางโครงการมีส่วนลด บางคนกู้ธนาคารมาเกินราคาซื้อขาย ราคาที่จะใช้ตามเงื่อนไขคือราคาจากสัญญาซื้อขายของกรมที่ดิน ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน (ท.ด. ๑๓) ที่มีตราครุฑ เท่านั้น ถ้าราคาตามเอกสารนี้ไม่เกิน 3 ล้าน ก็คือใช้ได้หมด ต่อให้จะกู้ธนาคารมาเกิน 3 ล้านก็ตาม ส่วนห้องที่ราคาเกิน 3 ล้าน แต่ได้ส่วนลดมาจนราคาต่ำกว่า 3 ล้าน ก็ใช้ได้ครับ เพราะผู้ขายจะต้องแจ้งราคาหลังหักส่วนลดให้กรมที่ดินอยู่แล้ว
 

ช่วงเวลาที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ตอนไหน 

ไม่ว่าจะซื้อสดหรือกู้ซื้อ จะเป็นบ้านใหม่ บ้านมือสอง ได้หมด แต่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 13 ตุลาคม 2558 - 31 ธันวาคม 2559

 

ผู้ซื้อต้องมีเงื่อนไขยังไงบ้าง 

ผู้ซื้อต้องไม่เคยเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดมาก่อน


- ถ้าเคยมีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเปล่า เช่นได้รับมรดกหรือซื้อมา อันนี้ได้ เพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้าง


- ถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านที่มีทะเบียนบ้านแล้ว อันนี้ไม่ได้


- ถ้าเคยกู้ร่วมกับใครเพื่อซื้ออสังหาฯมาก่อนและตอนที่โอนกรรมสิทธิ์ยังมีชื่อกู้ร่วมกับเค้าอยู่ อันนี้ไม่ได้ ถ้าอยากได้ต้องไปถอนชื่อออกมาจากการกู้ร่วมก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์หลังใหม่ ทำยังไงให้ถามธนาคารที่กู้มา จะมีขั้นตอนอยู่

 

กลุ่มที่ 4 เงินบริจาค

 

เงินบริจาคค่าลดหย่อน
เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา สนับสนุนการกีฬา เงินบริจาคเพื่อประโยชน์สาธารณะ และโรงพยาบาลรัฐลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาค แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
กลุ่มเงินบริจาคทั่วไป เช่น บริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
เงินบริจาคแก่พรรคการเมืองสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

 

หลักฐานยืนยันการใช้สิทธิ์

ใบอนุโมทนาบุญหรือใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อคุณเป็นผู้บริจาค (แต่ถ้าบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) จะไม่ต้องใช้หลักฐานการบริจาค)

 

กลุ่มที่ 5 ค่าลดหย่อนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ

 

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐค่าลดหย่อน
โครงการช้อปดีมีคืน สำหรับค่าซื้อสินค้าหรือบริการในช่วงเวลา 23 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2563ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท โดยได้รับเงินภาษีคืนตามะระดับรายได้
ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิตลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง เมื่อมีเงินได้จากค่าเช่า ค่าวิชาชีพอิสระ หรือเงินได้การประกอบธุรกิจอื่นๆ
 

 

การคำนวณเงินภาษีที่ต้องจ่าย

 

รายได้ต่อปี - ค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิเงินได้สุทธิ x อัตราภาษีแบบขั้นบันได

 

 

ตัวอย่าง การคำนวณภาษี ของคนที่มีรายได้ต่อปี 420,000 บาท  

 

420,000 – 100,000 (ค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) – 60,000 (ค่าลดหย่อนส่วนตัว) – 7,200 (ประกันสังคม) = 252,800 (เงินได้สุทธิ) และจะต้องเสียภาษีจำนวน 5,140 บาท ตามวิธีการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

 

เงินได้สุทธิ

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ

252,800 บาท

การคำนวณภาษี

0 – 150,000

ได้รับการยกเว้นภาษี

จำนวน 150,000 แรก

ได้รับการยกเว้นภาษี

150,001 – 300,000

5%

252,800-150,000

102,800 x 5% = 5,140

 

ในกรณีเดียวกัน หากซื้อกองทุน SSFX เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท จะมีเงินได้สุทธิเท่ากับ 168,800 บาท (420,000 – 100,000 – 60,000 – 7,200 – 50,000 = 202,800) และจะเสียภาษีจำนวน 2,640 บาท ตามวิธีคำนวณ ดังนี้

 

เงินได้สุทธิ

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ

202,800 บาท

การคำนวณภาษี

0 – 150,000

ได้รับการยกเว้นภาษี

จำนวน 150,000 แรก

ได้รับการยกเว้นภาษี

150,001 – 300,000

5%

202,800-150,000

52,800 x 5% = 2,640

 

ตัวอย่างดังกล่าว หากมีการใช้สิทธิประโยชน์จากค่าลดหย่อน จะสามารถเสียภาษีลดลง 2,500 บาท (5,140 - 2,640) ซึ่งถ้าหากยังต้องการเสียภาษีน้อยลงจากเดิมอีก อาจลองพิจารณาซื้อกองทุน SSFX เพิ่มเติมจากเดิมเป็น 100,000 บาท ก็จะเสียภาษีลดลงเหลือเพียง 140 บาทเท่านั้น 

 

การจ่ายภาษี และการยื่นภาษีประจำปี

 

โดยปกติแล้ว นายจ้างจะหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ของพนักงานในแต่ละเดือนและนำส่งกรมสรรพากรให้ เมื่อครบปี นายจ้างจะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือ 50 ทวิ คือ เอกสารแสดงยอดเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษี และแสดงข้อมูลรายได้ว่าได้มาจากที่ใดและจำนวนเท่าไหร่บ้าง เป็นเอกสารที่ผู้มีเงินได้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการยื่นแบบภาษีเงินได้ หรือ ภงด 90/91 ภายในสิ้นเดือนมีนาคมของปีถัดไปจากปีภาษี สามารถยื่นแบบออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ที่  กรมสรรพากร

 

รวมสิทธิส่งเสริมคุณภาพชีวิต เกาะติดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทันเรื่องราวกระแสสังคม สัมผัสประสบการณ์ข่าวได้ที่ แอปพลิเคชัน ทรูไอดี (ดาวน์โหลดเลยที่นี่!!)

 

ภาพโดย mohamed Hassan จาก Pixabay 

++++++++++

ข่าวที่เกี่ยวข้อง