รีเซต

โบรกประเมินหุ้นไทยปี 69 ฟื้นตัว! ลุ้นดัชนีทะลุ 1,440-1,475 จุด ชู 24 หุ้นเด่น มีตัวไหนบ้างเช็กเลย

โบรกประเมินหุ้นไทยปี 69 ฟื้นตัว!  ลุ้นดัชนีทะลุ 1,440-1,475 จุด ชู 24 หุ้นเด่น มีตัวไหนบ้างเช็กเลย
TNN ช่อง16
3 มกราคม 2569 ( 16:50 )
44

ดัชนีหุ้นไทยในปี 68 ที่ผ่านมาเผชิญความผันผวนหนัก  อิงขาลงตั้งแต่จนถึงช่วงกลางปีท่ามกลางหลายปัจจัยลบ ทั้งผล กระทบของนโยบายภาษีของสหรัฐฯ  การยกระดับความรุนแรงของสงครามการค้า สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ตลอดจนอุบัติเหตุทางการเมืองในประเทศ หลังเกิดประเด็นขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยจากระดับ 1,399.35 จุดในวันทำการแรกของปี  68  ร่วงลงมาต่ำสุดในรอบ 5 ปี 3 เดือนที่ระดับ 1,053.79 จุดในช่วงท้ายเดือนมิ.ย.  68 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นได้ในเวลาต่อมาในช่วงไตรมาส 3/ 68  หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนก.ย.  และการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าไทย 19%

ขณะที่ไตรมาส 4/68 การปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทยจำกัด หลังเฟดส่งสัญญาณไม่เร่งลดดอกเบี้ยในปี 69  ขณะที่ตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงประเด็นการเมืองในประเทศเริ่มร้อนระอุอีกครั้ง หลังรัฐบาลประกาศยุบสภาและเตรียมเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 69  

โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด (ณ 30 ธ.ค. 68) ลดลง 10.04% จากระดับ 1,400.21 จุด ณ สิ้นปี 67 อย่างไรก็ตาม   ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยในปี 66 อยู่ที่ 1.92 แสนล้านบาท ปี 67 อยู่ที่ 1.48 ล้านบาท และในปี 68 อยู่ที่  1.05 แสนล้านบาท

ฝั่งตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาพบว่าต่างชาติยังขายสุทธิ โดยอินเดียขายสุทธิ 1.7 หมื่นล้านเหรียญ ไต้หวัน ขายสุทธิ 8.6 พันล้านเหรียญ เกาหลีใต้ขายสุทธิ 5 พันล้านเหรียญ เวียดนามขายสุทธิ 4.8 พันล้านเหรียญ  อินโดนีเซียขายสุทธิ 1.3 พันล้านเหรียญ ฟิลิปปินส์ขายสุทธิ  880 ล้านเหรียญ โดยตลาดหุ้นอินเดียดัชนีบวก 10% ไต้หวันดัชนีบวก 24% เกาหลีใต้ดัชนีบวก 72 %เวียดนามดัชนีบวก  34% อินโดนีเซียดัชนีบวก 20% ยกเว้นไทยดัชนีติดลบ 10% และฟิลิปปินส์ติดลบ 7 %

 สำหรับในปี 69 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวมากน้อยแค่ไหน ปัจจัยบวกลบที่จะต้องติดตามมีอะไรบ้าง   ซึ่งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร หุ้นตัวไหนเด่นยังน่าลงทุนให้ผลตอบแทนแจ่ม ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูตลาดทุนกันค่ะ

เริ่มจาก “ภราดร เตียรณปราโมทย์" ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส ฉายภาพว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 68 ที่ผ่านมา underperform  อันดับต้น ๆ ของโลก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านหุ้นไทยร่วง 23% หุ้นโลกขึ้น 62% ทำให้นักลงทุนท้อแท้หมดหวังใจสลาย แต่ปี 69 แม้ว่าภาพรวมท้าทายในหลายปัจจัย 1.ตัวเลขเศรษฐกิจโตเพียง 1.6% แรงกดดันส่งออกติดลบ 1% ปีที่แล้วโต 10% เพราะเร่งส่งออกหนีการจัดเก็บภาษีทรัมป์ทำให้ฐานสูง 

2. แรงหนุนลดดอกเบี้ยลดน้อยลงลดไม่ร้อนแรงเหมือนปีที่ผ่านมาที่ลดดอกเบี้ยลง 4 ครั้ง เหลือ 1.25%  3.มูลค่าการซื้อขายเบาบางเหลือ 4.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน คิดเป็น Turnover 62% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากสภาพคล่องเบาบาง  แต่สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนไปกับราคาหุ้นไปแล้ว  4. ขณะที่ valuation ถูก ดังนั้นนักลงทุนยังไม่ควรสิ้นหวัง เนื่องจากบริษัทจดเบียนยังทำกำไรได้ดี

ทั้งนี้หากเจาะลึกพบว่าหุ้นที่มี PBV ต่ำกว่า 1 จำนวน 461 บริษัท จาก 703 บริษัท โดยค่าเฉลี่ย PBV ของหุ้นใน SET มีแนวโน้มลดลงจาก 2.7เท่าในปี 58  เหลือ 1.1 เท่า ในปี 68 ซึ่งบ่งชี้ว่า มูลค่าบริษัทจดทะเบียนใน SET ถูกลงค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับในอดีต ส่วนหุ้นที่มี dividend yield สูงกว่า 5% ในปี 68 มีจำนวนถึง273 บริษัท จาก 703 บริษัท สัดส่วน 39%  

นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยที่ย่อตัวลงมาลึกจึงทำให้หลายบริษัทมีการทยอยซื้อหุ้นคืนในปีที่ผ่านมา 3.7 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งจากสถิติในอดีตถ้าปีไหนซื้อหุ้นคืนมาก ปีถัดไปหุ้นจะขยับขึ้นได้  ส่วนเรื่องกำไรจะเห็นภาพเติบโตในไตรมาส 4/68 จากฐานต่ำกว่าปกติในไตรมาส 4 / 67 กำไรบจ.อยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท ถ้าไตรมาส 4/68  ทำได้ตามปกติ 2.5 แสนล้านจะเห็นการเติบโต 80-90%   รวมถึงในอดีตกรณีเกิด Technical Recession หรือจีดีพีติดลบ 2 ไตรมาสติด หุ้นจะปรับตัวลงก่อน  หลังรับข่าวร้ายแล้วหุ้นจะรีบาวด์ 

ทั้งนี้มองว่าหุ้นไทยในปี 69 คาดหวังการฟื้นตัว ไปหาเป้าหมายที่ 1,440 จุด  อิง EPS 90 บาทต่อหุ้น  ซึ่งสูงกว่าก่อนเกิดโควิดอยู่ที่ 88.10 บาทต่อหุ้น อิง Market  Earning Yield Gap  5% กว้างกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2%  (ถึง 1.5 S.D.) ได้ PE ที่เหมาะสม 16 เท่า  และเป็นที่สังเกตดัชนีหุ้นไทยในปี 68 ที่ผ่านมายังไม่กลับไปเท่าช่วงก่อนเกิดโควิดที่อยู่ระดับ 1,580 จุด แต่อยู่ที่ 1,260 จุด ลดลงมากว่า 300 จุด แม้ว่าผลประกอบการส่วนใหญ่เหนือกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดแล้ว แต่เพราะความเชื่อมั่นการลงทุนยังขาดอยู่ทำให้คนไม่เข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นไทยถูกกว่าอดีต

โดยจากข้อมูลในอดีตก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์หุ้นขึ้น 2% หลังเลือกตั้ง 1 เดือนขึ้น 2.6% หลังจากนั้น 3 เดือนข้างหน้า -3.5%  แต่ถ้าจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จและเดินหน้านโยบายตามที่หาเสียงไว้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน  โดยการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องเสร็จในไตรมาส 2/68 หลังจากนั้นต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 70 เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

 “ในปี 69 หวังหุ้นไทยจะดีขึ้น หลังจากในปีที่ผ่านมาลงแรงดัชนีหุ้นไทยติดลบ 10% หุ้นโลกบวก 22% เช่น เวียดนามขึ้น 34% ฮั่งเส็งขึ้น 29% ตลาดหุ้น NASDAQ ขึ้น 22% ดัชนี S&P 500 ขึ้น 18% ตลาดหุ้นยุโรปขึ้น 16% อินเดีย 9% สาเหตุที่หุ้นไทยลงมามาก เพราะเจอแรงขาย LTF  การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  ราคาน้ำมันร่วง เหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม  ท่องเที่ยวที่ซบเซา”

ส่วนทองคำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD)   ปรับตัวขึ้นสูงมากเช่นกันที่ +73%  เนื่องจากธนาคารกลางในหลายประเทศซื้อทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ  โดยเฉพาะในธนาคารกลางของประเทศในกลุ่ม BRICS และประเทศกำลังพัฒนา เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์    ฝั่ง SILVER (แร่เงิน) ปี 68 พุ่งขึ้นแรงที่สุดถึง +174% เป็นสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้โดดเด่น จากปัจจัยเฉพาะตัว คือ วิกฤตขาดแคลนอุปทาน ตามการผลิตจากเหมืองโตไม่ทันความต้องการใช้จริง, เทคโนโลยีใหม่ๆที่ต้องการใช้แร่เงินมากขึ้นในการผลิตพลังงานสะอาด และ การขยายตัวของ DATA CENTER และ AI HARDWARE ที่ต้องการแร่เงินซึ่งเป็นส่วนประกอบของสินค้าเหล่านั้น ขณะที่บิทคอยน์ให้ผลตอบแทนลบ 5%  Ethereum ลบ 12% 

ด้านปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามคือ  หุ้นเทคโนโลยีโลกขึ้นแรงมีโอกาสผันผวนและย่อตัวได้ ขณะที่ดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศคาดว่าทรงตัว หลังจากปี 68 ลงแรง และการพิจารณาตัดสินของศาลฏีกา จากการขึ้นภาษีทรัมป์กับทั่วโลกว่า ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หลังศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ โดยเห็นว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 ซึ่งถ้าให้คืนภาษีทั่วโลกจะส่งผลดีต่อการส่งออกและทำให้มีการปรับตัวเลขส่งออกใหม่  และต้องดูว่าสหรัฐฯจะปรับลดภาษี Corporate Tax จาก 21% เหลือ 15% หรือไม่ ถ้าลดทำให้ตลาดหุ้นในอเมริกาดีขึ้น

รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ของยุโรปภายใต้กรอบ European Green Deal เน้น 4 ประเด็นหลัก คือ 1.การมุ่งสู่ภาวะเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2050, 2. การลงทุนในเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 3. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นฟูระบบนิเวศ และ 4. การส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน (Farm to Fork)

 หุ้นเด่นเน้น 3 ธีมคาดว่ากระโดดทะลุตลาดได้ แนะนำเป็นหุ้นปันผลสูง

- PTTEP  ปันผล 6% ราคาเป้าหมาย 140 บาท

- CPF  ปันผล 5% ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท

หุ้นเมกะเทรนด์ ราคาถูกกว่าตลาด

- BDMS   PE 15 เท่า ราคาเป้าหมาย 30 บาท

- ERW  PE 13 เท่า ราคาเป้าหมาย 2.90 บาท

หุ้นต่ำ BOOK หรือ หุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี กำไรเริ่มฟื้น

-  IVL  ราคาเป้าหมาย 26 บาท

-   BLA  ราคาเป้าหมาย 25 บาท

ฝั่ง “ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์” CFTe,CISA  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และนักกลยุทธ์การลงทุน บล. กรุงศรี  มองว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 69  “ยืนบนฐานกำไรที่ฟื้นตัว” มากกว่าการขับเคลื่อนด้วย Sentiment เพียงอย่างเดียว โดยมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากวงจรดอกเบี้ยขาลง และเม็ดเงินลงทุนภายในประเทศที่เริ่มทยอยกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หนุนให้ SET สิ้นสุดวงจร De-rated และเข้าสู่ระยะฟื้นตัวภายใต้กรอบมูลค่าที่สมดุลมากขึ้น

โดยกำหนดดัชนีเป้าหมาย SET ปี 2026F ที่ 1,475 จุด อิง PER 2026F ที่ 15.7 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย Forward 12 เดือนระยะยาวที่ 15.9 เท่า ภายใต้สมมติฐาน Equity Risk Premium 4.66% (ราวค่าเฉลี่ย +1.5 S.D.) เพื่อสะท้อนทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และไทยที่ยังอยู่ในขาลงต่อในปี 2026F ขณะที่เงินลงทุนภายในประเทศเริ่มกลับมาเป็นแรงประคองสำคัญของตลาด    ซึ่งมีธีมหนุนตลาดหลักๆ มาจากดอกเบี้ยขาลง, AI CAPEX cycle, China Reflation, นโยบายการเงินไทยที่ผ่อนคลาย, Election Rally และการฟื้นตัวของภาคบริการและ Infra Tech แนะนำหุ้นเด่น  1Q26 / 2026F : ADVANC, BDMS, CENTEL, CPALL, EGCO, GULF, KBANK,  IVL, MTC, PTTGC  

นอกจากนี้หนึ่งในปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยในปีนี้คือ การเลือกตั้งใหญ่ของไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยเราประเมินว่ารอยต่อการเมืองรอบใหม่นี้จะเป็น Transition ระยะสั้นเพียง 2 เดือน และมีโอกาสนำไปสู่รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพมากกว่าปัจจุบัน ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนนโยบาย และสร้างความคาดหวังเชิงบวกต่อตลาดทุนในลักษณะ Election Rally

ทั้งนี้ประเมินทิศทางพรรคการเมืองหลักที่เป็นแกนนำจะจัดตั้งรัฐบาลคือ พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย   ถ้าพรรคการเมืองเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล  มองบวกต่อตลาดหุ้นไทย เชิงกลยุทธ์ เราประเมินว่าการเลือกตั้งรอบนี้มีโอกาสนำไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

 ซึ่งจะช่วย ลด Discount ด้าน Political Risk เพิ่มความเชื่อมั่นต่อความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ หนุน Sentiment การลงทุนในประเทศ คาดการจัดตั้งรัฐบาลตาม timeline จะต้องเสร็จภายในช่วง ปลายไตรมาส 2/69 หรือต้น ไตรมาส 3/69 ถ้ายืดเยื้อหรือนานกว่านั้นคาดว่าจะมีผลต่องบประมาณปี  70 ล่าช้าออกไปอีก

นอกจากนี้มองว่าโยบายการเงินจะขึ้นมามีบทบาทสำคัญในช่วงรอยต่อการเมือง โดยจะเป็นพระเอกแทนนโยบายการคลัง(Fiscal Policy)  คือ บทบาทนโยบายการคลังจะลดลงต่อจากนี้ไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งในปี 69 ประมาณ 4-6 เดือน   ซึ่ง KSS ประเมินการยุบสภาจะทำให้เกิดสุญญากาศ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ มาตรการฝั่งการบริโภค (คนละครึ่งพลัส Phase  2 , Easy Receipts)  มาตรการหนุนตลาดทุน คือ TISA ฯลฯ  ที่จะพักไปชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลรักษาการณ์จะไม่สามารถผลักดันมาตรการหรืออนุมัติโครงการลงทุนต่างๆที่ผูกพันรัฐบาลหน้าออกมาได้ 

ส่วนนโยบายการคลังช่วงได้รัฐบาลชุดใหม่ อาจจะไม่ได้คาดหวังมากนัก  โดยให้น้ำหนักช่วง 2H69 หลังจากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริการประเทศและงบประมาณปี  70 เดินหน้า

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ และจากอดีตที่ผ่านมาช่วงที่เกิดเหตุการณ์ยุบสภานโยบายการเงินไทยจะผ่อนคลาย (อัตราดอกเบี้ยต่ำมากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลังเกิดการยุบสภา)   ทำให้คาดปัจจุบันจะเกิดภาพเช่นเดียวกันกับอดีต  อิง 

- 20 มี.ค.2566 รอบนายกฯ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา”  ดอกเบี้ยไทยต่ำที่ 0.5% (ต่ำสุด)  และก่อนหน้าอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว 1% 

- 9 ธ.ค.2556 รอบนายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประกาศยุบสภา   หลังจากนั้นประมาณ  3 เดือน ประชุม กนง.รอบ มี.ค. 2557  ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%  มาที่   2.0%และยังเป็น Cycle ขาลงต่อ อีกในช่วง  1 -2 ปีต่อจากนั้นจนดอกเบี้ยไทยอยู่ที่บริเวณ  1.5%

ปิดท้ายที่ “อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ มองว่า ปี69 ดัชนีหุ้นไทยแตะ 1,388 จุด ขึ้นประมาณ 100 จุด แรงหนุนจากดอกเบี้ยลดลง และการเติบโตกำไรของบจ.โต 4-5% โดยครึ่งปีหลังขึ้นกับการเลือกตั้งว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะล่าช้าหรือไม่ และนโยบายสามารถขับเคลื่อนจากรัฐบาลได้เร็วมั้ย ซี่งขึ้นผลการเลือกตั้งคาดว่าคะแนนจะกระจายหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะลงตัวเรื่องการโหวตนายกฯ จะใช้เวลานานหรือเปล่า แต่ถ้าคะแนนเทมาพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งและจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ถ้าล่าช้าจะมีความเสี่ยง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลต้องแล้วเสร็จในไตรมาส 2/69 ไม่งั้นงบประมาณมีโอกาสล่าช้าสูงและมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความหวังในการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ และการกระตุ้นการลงทุน แต่ที่เป็นห่วงคืองบในปี 70 จะมีความล่าช้าหรือไม่ ถ้าล่าช้าเกิน 2-3 เดือนแทนที่จะใช้ในเดือนต.ค. 69 แต่เลื่อนไปม.ค. 70 จะเป็นดาวน์ไซด์ต่อเศรษฐกิจ 

ทั้งนี้ระยะสั้นต้นปียังมองทางบวกต่อหุ้นไทย  โดยลุ้น  Election Rally ซึ่งในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง 1 เดือนหุ้นไทยจะเป็นบวก  แต่ระยะถัดไปขึ้นกับผลการเลือกตั้งว่า จะทำให้อัพไซด์หรือดาวน์ไซด์เปิด  

ด้านทิศทางดอกเบี้ยคาดว่ากนง.จะปรับลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 69 อีก 0.25%  ส่วนต่างประเทศที่ต้องติดตามคือเรื่องเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจสหรัฐฯปีหน้าว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่ที่ตลาดมองว่ายังเติบโตดี โดยเฉพาะการลงทุนด้านเอไอ แต่ต้องดูผลตอบแทนลงทุนเป็นไปตามคาดหวังหรือไม่ รวมถึงการลดดอกเบี้ยเฟด และการตั้งประธานเฟดคนใหม่แทนนายเจอโรม พาวเวลล์  รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดดแย้งในภูมิภาคเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น จีน ญี่ปุ่น  และไต้หวัน  เป็นต้น 

หุ้นเด่นแนะนำ 

- AEONTS   ราคาเป้าหมาย 136.00 บาท 

- MC            ราคาเป้าหมาย  12.60 บาท 

- TISCO       ราคาเป้าหมาย  16.30  บาท 

- CPAXT      ราคาเป้าหมาย  32.00  บาท 

หุ้นปันผล

- BTG         ราคาเป้าหมาย  22.30 บาท 

- PRM        ราคาเป้าหมาย  10.00  บาท 

- PTTEP     ราคาเป้าหมาย 134.00บาท 

- SCCC      ราคาเป้าหมาย 195.00  บาท 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง