เปิด 5 เทคนิคสแกนหุ้น "สภาพคล่อง" การเงินสูง ลดความเสี่ยงราคาหุ้นดิ่ง เพราะบจ.ผิดนัดชำระหนี้

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่นักลงทุนให้ความสนใจ ด้วยบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่มากกว่า 850 บริษัท ในทุกอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งนักลงทุนสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นได้ทั้งจากส่วนต่างของราคา และเงินปันผล
แต่ด้วยความที่หุ้นมีมากมายหลายร้อยบริษัท การจะเลือกซื้อหุ้นนั้นก็มีหลากหลายเทคนิค ซึ่งปัจจัยพื้นฐานหนึ่งที่นักลงทุนมักให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ คือรายได้ และกำไรสุทธิ หรือก็คือผลประกอบการของบริษัทนั้น ๆ แต่ด้วยความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การประเมินหุ้นเพียงแค่รายได้ และกำไรสุทธิ อาจจะไม่เพียงพอ
โครงสร้างทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ และยังสามารถบ่งบอกแนวโน้มความเสี่ยงในด้านการเงินของบริษัทนั้น ๆ ได้ด้วย สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมคือ "สภาพคล่อง" ทางการเงินของบริษัทนั้น ๆ ว่ามีความมั่นคงเพียงใด มีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาทางการเงินหรือไม่
โดยองค์ประกอบหลัก ๆ ในเรื่องของสภาพคล่องจะประกอบไปด้วย 5 ตัวเลขทางการเงิน ที่นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องนำมาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้หุ้นที่มีศักยภาพทางธุรกิจ และศักยภาพโครงสร้างทางการเงินควบคู่กันไปด้วย
เริ่มต้นกันที่ตัวเลขแสดงฐานะทางการเงิน ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าบริษัทนั้นมีโครงสร้างของทรัพย์สิน และหนี้สินเป็นอย่างไร แน่นอนว่าด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน บริษัทที่มีหนี้สินที่น้อย ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่น้อยกว่าบริษัทที่มีหนี้สินเป็นจำนวนมาก แล้วจะสามารถบ่งบอกได้อย่างไรว่า หนี้สินของบริษัทนั้นมากเกินไปหรือไม่
การคำนวนจะเริ่มจากการนำสินทรัพย์ทั้งหมด มาหักลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ตัวเลที่ได้คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Equity หรือก็คือทรัพย์สินสุทธิที่ปราศจากภาระหนี้สินของบริษัทนั้น ๆ หลังจากนั้นให้นำหนี้สินรวมทั้งหมดของบริษัทมาหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวเลขที่ออกมาคือ "อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น" หรือ D/E Ratio มีหน่วยเป็นเท่า ตัวเลขที่ต่ำสะท้อนว่าบริษัทมีหนี้สินที่น้อยกว่าส่วนที่เป็นเจ้าของ ซึ่งโดยการพิจารณาทั่ว ๆ ไป หุ้นที่มีตัวเลข D/E ที่ "ต่ำกว่า" 1 เท่า ก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่ต่ำ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหุ้นที่มี D/E มากกว่า 1 เท่าจะไม่สามารถลงทุนได้ จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ในข้อต่อไป คือการวิเคราะห์ "หนี้สิน" ซึ่งหนี้สินของบริษัทจดทะเบียนอยู่ไหนหลายรูปแบบ อาจจะแบ่งได้ตามระยะเวลา เช่น หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้สินที่มีระยะเวลาชำระภายใน 1 ปี และหนี้สินระยะยาวที่มีระยะเวลาชำระมากกว่า 1 ปี หรือ แบ่งตามภาระดอกเบี้ย คือหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย และหนี้ที่ไม่มีภาระดอกเบี้ย
ซึ่งถ้าเราจะวิเคราะห์ในเรื่องของสภาพคล่อง ก็จะต้องให้ความสำคัญกับ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย หรือ Interest Bearing Debt เป็นหลัก ซึ่งการวิเคราะห์หนี้สินทั้ง 2 องค์ประกอบหนี้จะต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "อัตราส่วนสภาพคล่อง" และ "อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น" หรือ Interest Bearing Debt To Equity Ratio
เริ่มกันที่ อัตราส่วนสภาพคล่อง หรือ Current Ratio สามารถคำนวนได้โดยการสินทรัพย์หมุนเวียน มาหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ตัวเลขที่ได้ออกมาจะมีหน่วยเป็นเท่า ซึ่งตัวเลขที่ "ต่ำกว่า" 1 เท่ามากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงถึงความเสี่ยงในการชำระหนี้ระยะสั้นที่น้อยลง แต่ข้อจำกัดของ Current Ratio นั้น คือการนำสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดมาคำนวน รวมถึงสินค้าคงเหลือด้วย ซึ่งในบางอุตสาหกรรมการระบายสินค้าคงเหลือนั้นไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น การหมุนเวียนสินค้าคงเหลือนั้นอาจจะใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี
ทำให้จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ "อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว" หรือ Quick Ratio โดยจะนำเพียงสินทรัพย์หมุนเวียนที่ไม่ใช่สินค้าคงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด และเงินฝากธนาคาร รวมกับหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด รวมกับลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ มาหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งตัวเลขที่ต่ำกว่า 1 เท่ามากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงถึงความเสี่ยงในการชำระหนี้ระยะสั้นที่น้อยลง ซึ่งตัวเลข Quick Ratio นั้นจะแสดงศักยภาพด้านหนี้สินระยะสั้นได้สมบูรณ์กว่า Current Ratio
ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Interest Bearing Debt To Equity นั้น จะใช้หลักการคือการนำเฉพาะหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมาหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งตัวเลขที่ "ต่ำกว่า" 1 เท่ามากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงถึงความเสี่ยงในการชำระหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยน้อยลง หรืออธิบายง่าย ๆ ว่า มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ หรือผิดนัดชำระดอกเบี้ยที่น้อยลง
แต่เพียงแค่ 4 องค์ประกอบที่กล่าวมานั้น อาจจะยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบทั้งหมด เพราะยังคงเป็นการคำนวนในเรื่องของโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึง "กระแสเงินสด" ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจในการทำธุรกิจในปัจจุบัน โดยหลัก ๆ แล้วจะใช้การวิเคราะห์ "อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสด" และ "วงจรเงินสด" ควบคู่กันไป
อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสด หรือ Operating Cash Flow Ratio เป็นเครื่องมือวัดความสามารถของกิจการในการชำระหนี้สินระยะสั้นโดยใช้กระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานจริง อัตราส่วนนี้มีความน่าเชื่อถือสูงเพราะสะท้อนถึงสภาพคล่องที่เป็นเงินสดจริงๆ มากกว่าการดูแค่สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะทางการเงิน โดยจะคำนวนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน นำมาหารด้วยหนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย ซึ่งตัวเลขที่ "มากกว่า" 1 เท่ามากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงถึงความเสี่ยงในการชำระหนี้ระยะสั้นที่น้อยลง
และสุดท้ายคือ วงจรเงินสด หรือ Cash Conversion Cycle เป็นตัวเลขที่บอกถึงจำนวนวันที่กิจการจะได้รับเงินสดจากการดำเนินงาน สามารถบ่งบอกถึงความสามารถในการบริหารเงินทุนหมุนเวียน และสภาพคล่องของบริษัท โดยจะคำนวนจาก ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย บวกด้วยระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย นำมาหักลบด้วยระยะเวลาชำระหนี้ ตัวเลขที่ได้นั้น หน่วยจะเป็นวัน
ซึ่งตัวเลขวงจรเงินสดที่เป็นบวกที่มากขึ้นแสดงถึงระยะเวลาในการได้รับกระแสเงินสดจากการขายสินค้าที่นานกว่าระยะเวลาชำระหนี้ แต่ตัวเลขวงจรเงินสดที่ติดลบ แสดงถึงระยะเวลาที่จะได้รับเงินสดจากการขายสินค้านั้นสั้นกว่าการชำระหนี้ เพราะฉะนั้นถ้าบริษัทสามารถหมุนสภาพคล่องด้วยการขายสินค้า และรับรู้รายได้เป็นกระแสเงินสด ได้สั้นกว่าการชำระหนี้ (วงจรเงินสดติดลบ) แสดงถึงความเสี่ยงในการชำระหนี้ระยะสั้นที่น้อยกว่า
ทั้งนี้ในการพิจารณาอัตราส่วนทางด้านหนี้สิน และสภาพคล่องต่าง ๆ อาจจะต้องอ้างอิงกับหุ้นที่ทำธุรกิจเดียวกัน หรืออยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย เพื่อที่จะสามารถคำนวนได้ว่าหุ้นที่เรากำลังวิเคราะห์หรือตัดสินใจลงทุนนั้น มีศักยภาพเป็นอย่างไรในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน และไม่ควรที่จะนำอัตราส่วนเหล่านี้ไปเปรียบเทียบหุ้นในต่างอุตสาหกรรม เพราะจะทำให้เกิดการวิเคราะห์ที่คลาดเคลื่อน
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์หนี้สิน และความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงสภาพคล่องต่าง ๆ จะต้องวิเคราะห์ควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ ทางธุรกิจอย่างครบทุกมิติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพทั้งทางด้านธุรกิจ และการเงินที่มากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
