รีเซต

แอฟริกาตะวันออก เสี่ยงอดอยากครั้งใหญ่ปี 2593

แอฟริกาตะวันออก  เสี่ยงอดอยากครั้งใหญ่ปี 2593
TNN ช่อง16
23 กุมภาพันธ์ 2569 ( 11:00 )

งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกรุนแรงยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า โดยเฉพาะใน เอธิโอเปีย, เคนยา และยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก

นักวิจัยระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้น รูปแบบฝนที่เปลี่ยนแปลง และความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น อาจสร้างช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างปริมาณอาหารที่ประเทศเหล่านี้ผลิตได้กับความต้องการของประชากร การศึกษาคาดการณ์ว่า ภายในกลางศตวรรษนี้ อุณหภูมิในภูมิภาคอาจเพิ่มขึ้นราว 1.8–3.0 องศาเซลเซียส ภาวะโลกร้อนดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ผลผลิตธัญพืชลดลง 13–22% โดยยูกันดาอาจได้รับผลกระทบด้านผลผลิตมากที่สุด ขณะที่เอธิโอเปียอาจเผชิญอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่รวดเร็วที่สุด

พืชอาหารหลัก เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี และข้าวฟ่าง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของประชาชนหลายล้านคน อาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะเดียวกัน จำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในปี 2050 เอธิโอเปียอาจมีประชากรราว 230 ล้านคน ส่วนเคนยาและยูกันดาอาจมีประชากรประมาณ 93 ล้าน และ 109 ล้านคนตามลำดับ ความต้องการธัญพืชจึงพุ่งสูง โดยคาดว่าเอธิโอเปียจะต้องการธัญพืชราว 50.6 ล้านตัน ขณะที่เคนยาและยูกันดาจะต้องการประเทศละประมาณ 23 ล้านตัน

แม้จะสมมติว่าประสิทธิภาพการเกษตรดีขึ้นเล็กน้อย งานวิจัยยังชี้ว่าภูมิภาคนี้มีแนวโน้มเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ภายในกลางศตวรรษ การขาดแคลนธัญพืชอาจสูงถึง 21% ในเอธิโอเปีย 71% ในเคนยา และ 60% ในยูกันดา หากไม่มีมาตรการปรับตัวที่เข้มแข็ง ประเทศเหล่านี้อาจต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากขึ้น เผชิญราคาอาหารที่สูงขึ้น และเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของแอฟริกาตะวันออกแล้ว ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และการระบาดของศัตรูพืชที่เกิดบ่อยขึ้น เนื่องจากเกษตรกรรมในภูมิภาคนี้พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก จึงมีความเปราะบางต่อความผันผวนของสภาพอากาศอย่างมาก นอกจากนี้ ความขัดแย้ง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานที่จำกัด และความยากจน ยังซ้ำเติมปัญหาการเข้าถึงอาหาร แม้ในช่วงที่มีผลผลิตเพียงพอ


ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ความหิวโหย แต่ยังเชื่อมโยงกับภาวะโภชนาการต่ำ การเจริญเติบโตชะงักในเด็ก การขาดสารอาหารรอง และแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข เพราะภาวะขาดสารอาหารทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอและเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น ในด้านเศรษฐกิจ ราคาอาหารที่สูงขึ้นอาจทำให้ความยากจนลึกซึ้งขึ้น ลดผลิตภาพแรงงาน และบีบให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณไปกับการนำเข้าอาหารฉุกเฉิน แทนที่จะลงทุนเพื่อการพัฒนาในระยะยาว

นักวิจัยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวคูณความเสี่ยงเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่เพียงลดปริมาณฝนในบางพื้นที่ แต่ยังเพิ่มความเครียดจากความร้อนให้พืช เร่งวงจรการเจริญเติบโต และกระตุ้นการระบาดของศัตรูพืชและโรค ซึ่งล้วนฉุดผลผลิตลง แม้ปริมาณฝนรวมจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

อย่างไรก็ตาม รายงานยังชี้ทางออกที่เป็นไปได้ ได้แก่ การลงทุนในเกษตรกรรมที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้ง การปรับปรุงระบบชลประทานและการจัดการน้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับสภาพอากาศสุดขั้ว และการส่งเสริมระบบเกษตรที่หลากหลายมากขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเก็บรักษา การขนส่ง และการกระจายอาหาร ก็มีความสำคัญเพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มการเข้าถึงอาหาร

นอกจากนี้ ความร่วมมือระดับภูมิภาคก็เป็นกุญแจสำคัญ ทั้งการแบ่งปันข้อมูลสภาพภูมิอากาศ การจัดตั้งคลังอาหารสำรองร่วมกัน และการวางยุทธศาสตร์ปรับตัวแบบบูรณาการ ตลอดจนการเชื่อมโยงนโยบายด้านโภชนาการและสาธารณสุขเข้ากับการวางแผนภาคเกษตร เพื่อปกป้องประชากรกลุ่มเปราะบาง

โดยสรุป หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแรงกดดันด้านประชากรอาจผลักดันให้ผู้คนนับล้านในแอฟริกาตะวันออกเข้าสู่ภาวะไม่มั่นคงทางอาหารภายในปี 2050 อย่างไรก็ตาม หากมีการลงทุนที่เหมาะสมและนโยบายที่ประสานสอดคล้องกัน ภูมิภาคนี้ยังมีโอกาสสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงในอนาคตได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง