รีเซต

"เอกนิติ" ยกเครื่อง จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ประหยัดงบ 10% หนุน SMEs-สินค้าไทย มีส่วนร่วม

"เอกนิติ" ยกเครื่อง จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ประหยัดงบ 10% หนุน SMEs-สินค้าไทย มีส่วนร่วม
TNN ช่อง16
27 เมษายน 2569 ( 16:00 )

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุม International Public Procurement Conference 2026 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ โรงแรม Millennium Hilton กรุงเทพฯ

โดยกล่าวถึงประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเททศไทย โดยดร.เอกนิติได้แสดงวิสัยทัศน์ในการปฎิรูปโครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพขึ้นดังนี้

บริบทของเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง มีความซับซ้อน และเกิดการแบ่งขั้วมากขึ้น ส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนบทบาทของภาครัฐอีกครั้ง โดยเฉพาะ “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญ

จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการทางธุรการ ปัจจุบันการจัดซื้อจัดจ้างได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ กำหนดทิศทางตลาด และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว กล่าวได้ว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในวันนี้ ไม่ใช่แค่การซื้อสินค้า แต่คือการกำหนดอนาคตเศรษฐกิจ

การจัดซื้อจัดจ้างมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั่วโลกคิดเป็นประมาณ 10–12% ของ GDP และในบางประเทศอาจสูงถึง 20% นั่นหมายความว่า การใช้จ่ายของภาครัฐมีอิทธิพลโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรมของตลาด

นอกจากนี้ หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 10% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งสามารถนำทรัพยากรเหล่านี้ไปใช้เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ารัฐใช้เงินเท่าไร แต่คือรัฐใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด

ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดทิศทางผ่านแนวคิด 4T ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยให้การใช้จ่ายภาครัฐมีประสิทธิภาพ มองไปข้างหน้า และครอบคลุมทุกภาคส่วนได้แก่

Target: มุ่งเป้าการใช้ทรัพยากรไปยังกลุ่มที่จำเป็น เช่น SMEs ชุมชน และกลุ่มเปราะบาง

Transition: สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนและพลังงานสะอาด

Transformation: ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มทักษะแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่

Together: สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสังคม

ทั้งนี้ การจัดซื้อจัดจ้างเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนนโยบายให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะในช่วงที่งบประมาณมีจำกัด ภาครัฐสามารถกำหนดทิศทางการใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

ในขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Digital Procurement ใช้ระบบดิจิทัลและข้อมูลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ Green Procurement คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว และ Innovation Procurement เน้นผลลัพธ์มากกว่าราคา เพื่อเปิดโอกาสให้เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ทั้งสามส่วนทำงานร่วมกันเพื่อให้ระบบทันสมัยและสอดคล้องกับเศรษฐกิจอนาคต

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญคือ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสการเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับภาคธุรกิจ โดย SMEs ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยในปี 2568 SMEs มีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ส่วนภาครัฐยังเดินหน้าลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และใช้ระบบ e-GP เชื่อมกับแพลตฟอร์มการเงิน เช่น PromptBiz เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน นอกจากนี้ นโยบาย “Made in Thailand” ยังช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศและกระตุ้นนวัตกรรม เมื่อ SMEs เข้าถึงโอกาสได้ เศรษฐกิจทั้งระบบก็เติบโต

และที่สำคัญที่สุด การจัดซื้อจัดจ้างที่สอดคล้องกับนโยบาย จะสร้างผลลัพธ์ที่สะท้อนประสิทธิภาพที่มากกว่าต้นทุน การสร้างงาน และเพิ่มการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ กระตุ้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ส่วนในอนาคต การจัดซื้อจัดจ้างจำเป็นต้องยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในด้าน มาตรฐาน ความโปร่งใส และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งถือว่าเป็นบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพราะในโลกที่เชื่อมถึงกัน ไม่มีประเทศใดพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างโดดเดี่ยว

ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อน และเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการจัดซื้อจัดจ้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่คำนึงถึงการเติบโตของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง