จับสัญญาณประชุม Two Sessions กับโอกาสรอบใหม่ในตลาดหุ้นจีน

ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้า เศรษฐกิจจีนในปี 2025 ยังคงสามารถขยายตัวได้ในระดับ 5% ตามเป้าหมายของรัฐบาลจีน ขณะที่ในปี 2026 นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าอัตราการเติบโตของ GDP จีนจะอยู่ที่ราว 4.5% แม้ตัวเลขการเติบโตจะชะลอลงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ยังสะท้อนถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก
แต่อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามอง ก็คือ ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2026–2030) ซึ่งถือเป็นพิมพ์เขียวที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า การประชุม “Two Sessions” ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่รัฐบาลจีนใช้สื่อสารวิสัยทัศน์และทิศทางเชิงนโยบายว่าเศรษฐกิจจีนและตลาดทุนจีนจะเดินหน้าไปในทิศทางใดในยุคถัดไป
สาระสำคัญที่คาดว่าจะปรากฏในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของการประชุม Two Sessions นั้น มีแนวโน้มที่จีนจะยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “การเติบโตเชิงคุณภาพสูง (High-Quality Growth)” อย่างต่อเนื่อง โดยลดการพึ่งพาภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจในอดีต และเพิ่มบทบาทของภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังมุ่งเสริมสร้าง “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า หรือ ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลกดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ การลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และการกระจายความเสี่ยงด้านคู่ค้าไปยังภูมิภาคอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านพลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาชนบท เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนยังเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวและให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นเอเชียโดยรวม อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากยังอยู่ในโหมดรอความชัดเจนจากการประชุม Two Sessions ในช่วงต้นเดือนมีนาคม เพื่อประเมินทิศทางเชิงนโยบายและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าตลาดหุ้นจีนยังมี Upside สูงถึงประมาณ 20% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่
1. Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ปัจจุบันตลาดหุ้นจีน (MSCI China) ซื้อขายที่ระดับ Forward P/E ประมาณ 12 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงและอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลักหลายแห่งทั่วโลกที่ขึ้นไปเทรดในระดับ Valuation สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก
2. ปัจจัยด้านสภาพคล่องเอื้อต่อตลาดหุ้น ธนาคารกลางจีนยังคงใช้นโยบายการเงินในลักษณะผ่อนคลายเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน เงินฝากประจำของประชาชนในจีนมูลค่าราว 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 220 ล้านล้านบาท) จะทยอยครบกำหนดภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น เนื่องจากทางเลือกการลงทุนอื่นๆมีความน่าสนใจลดลง ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำเพียงราว 1% ต่อปี หรือ อสังหาริมทรัพย์ที่ราคายังอยู่ในภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง
3. แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตโดดเด่น กำไรของบริษัทจดทะเบียนจีนโดยรวมยังมีแนวโน้มเติบโตในระดับประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำการเติบโต ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของกลุ่มดังกล่าวอาจขยายตัวได้สูงถึง 41% ในปี 2026 จากแรงหนุนของนโยบาย “Anti-Involution” ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและภาวะกำลังการผลิตล้นเกินในบางอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา นักวิเคราะห์เริ่มทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาดหุ้นจีนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีน
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาตลาดหุ้นที่ยังมีระดับ Valuation ไม่ตึงตัว ขณะที่แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้น การทยอยสะสมหุ้นจีน ก่อนที่ปัจจัยเชิงบวกจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่และการฟื้นตัวของกำไรจะสะท้อนเข้ามาในราคาหุ้น จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการสร้างผลตอบแทนให้ Outperform ตลาดหุ้นโลกในระยะข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
