รีเซต

ยุโรป 9 ชาติผนึกกำลัง เร่งลงทุนด้าน “พลังงานลม” ไม่ง้อก๊าซและน้ำมันอีกต่อไป

ยุโรป 9 ชาติผนึกกำลัง  เร่งลงทุนด้าน “พลังงานลม”  ไม่ง้อก๊าซและน้ำมันอีกต่อไป
TNN ช่อง16
2 มีนาคม 2569 ( 13:00 )
7

ยุโรปเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงานครั้งใหญ่ หลัง 9 ประเทศลงนามข้อตกลงพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งในทะเลเหนือ หวังลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐฯ ท่ามกลางท่าทีแข็งกร้าวด้านพลังงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวปราศรัยที่การประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส วิจารณ์พลังงานลมอย่างรุนแรง โดยเรียกกังหันลมว่า “ผู้แพ้” และตำหนิประเทศที่เลือกใช้พลังงานลม

อย่างไรก็ตาม เพียง 5 วันหลังจากนั้น 9 ประเทศยุโรป ได้แก่ เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร ได้ลงนามในปฏิญญาร่วมกันในเวทีประชุม North Sea Summit เมื่อเดือนมกราคม เพื่อพัฒนา “ศูนย์กลางพลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ในทะเลเหนือ

โครงการดังกล่าวตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งกำลังการผลิต 100 กิกะวัตต์ เพียงพอสำหรับจ่ายไฟให้บ้านราว 50 ล้านหลัง เชื่อมต่อผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงใต้ทะเลไปยังหลายประเทศ โดยถูกวางกรอบเป็นยุทธศาสตร์เสริมความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ยุโรปแตกต่างจากสหรัฐฯ ตรงที่ไม่มีแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลขนาดใหญ่ภายในภูมิภาค และการผลิตภายในก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ถูกทยอยปิดหลังเกิดปัญหาแผ่นดินไหว ส่วนแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลเหนือก็เข้าสู่ช่วงขาลง

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปต้องนำเข้าพลังงานเกือบ 60% ของการใช้ทั้งหมด นักวิเคราะห์มองว่าระดับการพึ่งพาดังกล่าวเป็น “จุดเปราะบาง” ที่เปิดช่องให้ประเทศผู้ส่งออกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

หลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 รัสเซียลดการส่งก๊าซไปยุโรป ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและซ้ำเติมวิกฤตค่าครองชีพ หลายประเทศยุโรปจึงเร่งลดการพึ่งพารัสเซีย แต่กลับหันไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ แทน

ในปี 2568 กว่า 60% ของ LNG ที่ยุโรปนำเข้า มาจากสหรัฐฯ การพึ่งพาดังกล่าวแม้ช่วยทดแทนก๊าซรัสเซียได้ แต่ก็ทำให้ยุโรปเผชิญความผันผวนของราคาก๊าซในตลาดโลก

เมื่อปีที่แล้ว ภายใต้แรงกดดันด้านภาษีนำเข้า ยุโรปยังให้คำมั่นจะซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 9 ล้านล้านบาทต่อปี ) เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมากกว่าระดับการนำเข้าปัจจุบันกว่า 3 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า พลังงานสะอาดคือทางออกระยะยาวในการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของยุโรป โดยเฉพาะทะเลเหนือซึ่งมีลักษณะน้ำตื้นและลมแรง เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้ารวมกัน 30% ของไฟฟ้าทั้งสหภาพยุโรป แซงหน้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรก โดยพลังงานลมเพียงอย่างเดียวคิดเป็น 19% นักวิเคราะห์ชี้ว่า พลังงานหมุนเวียนไม่ใช่ “ทางเลือกเสริม” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “กระดูกสันหลัง” ของระบบไฟฟ้ายุโรปไปแล้ว

แม้อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกยังเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ กลับยิ่งผลักดันให้ยุโรปเร่งลงทุนพลังงานสะอาดมากขึ้น

“แม้คำพูดจะต่อต้านพลังงานหมุนเวียน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือมันกำลังเร่งให้ธุรกิจพลังงานสะอาดในยุโรปเติบโตเร็วขึ้น” นักวิชาการด้านการเมืองระหว่างประเทศรายหนึ่งให้ความเห็น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง