ยุโรปวิกฤต! โลกร้อนซ้ำเติมภัยแล้ง น้ำเริ่มไม่พอใช้

หลายประเทศใน “ยุโรป” กำลังเผชิญภาวะภัยแล้งรุนแรงในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลง กระทบการเดินเรือ ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้การขาดฝนจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ด้วยการเร่งการระเหยของน้ำจากดินและแหล่งน้ำต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว
การวิเคราะห์ล่าสุดจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ World Weather Attribution (WWA) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของปริมาณฝนที่ลดลงในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ส่งผลให้น้ำในดิน แม่น้ำ และอ่างเก็บน้ำระเหยเร็วกว่าเดิม จนทำให้ช่วงเวลาที่แห้งแล้งตามปกติพัฒนาเป็นภัยแล้งรุนแรงได้ง่ายขึ้น
ผลกระทบกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วยุโรป โดยฝรั่งเศสกังวลว่าอาจเผชิญผลผลิตข้าวโพดต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี ขณะที่โรมาเนียเริ่มจำกัดการใช้น้ำเพื่อการชลประทาน เนเธอร์แลนด์ประกาศภาวะขาดแคลนน้ำ และเกาะหลายแห่งของกรีซต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภัยแล้งเพื่อรักษาปริมาณน้ำสำรองสำหรับประชาชน
นักวิทยาศาสตร์พบว่า สภาพอากาศที่เอื้อต่อการระเหยของน้ำในยุโรปตะวันตกมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 80 เท่า และมากขึ้น 40 เท่าในยุโรปตะวันออก อันเป็นผลจากการสะสมก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศระบุว่า ปัจจุบัน “ความร้อนจัด” กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนภัยแล้งในยุโรป มากกว่าการขาดฝนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นทำให้ความชื้นในดินสูญเสียเร็วขึ้น และลดประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำของระบบนิเวศ ส่งผลให้ภาคเกษตรได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยภัยแล้งทางการเกษตรในยุโรปตะวันตกมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นถึง 5 เท่า และในยุโรปตะวันออกมากขึ้นถึง 11 เท่า เมื่อเทียบกับโลกที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนรูปแบบของภัยแล้งในยุโรป จากเดิมที่เกิดจากการขาดฝนเป็นหลัก ไปสู่ภัยแล้งที่ถูกเร่งความรุนแรงด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และทรัพยากรน้ำในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
