จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไทยได้รับผลกระทบแค่ไหน

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ได้ประกาศยืนยันการเริ่มต้นของปรากฏการณ์ El Niño อย่างเป็นทางการ โดยแบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่ามีโอกาสสูงถึง 63% ที่จะทวีกำลังแรงขึ้นจนกลายเป็น “Super El Niño” หรือ Very Strong El Niño ในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส และเมื่อผสานกับภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงอยู่แล้ว อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสภาพภูมิอากาศ ระบบอาหาร และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า Super El Niño อาจทำให้ปี 2026 หรือ 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าสถิติเดิมในปี 2024 และอาจผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสชั่วคราว อีกทั้งยังส่งผลต่อการปรับตัวของกระแสลมกรด (Jet Stream) ทำให้รูปแบบสภาพอากาศและแนวพายุทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านพายุหมุนเขตร้อน El Niño มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ใกล้ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศไทย ขณะที่ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกอาจมีการก่อตัวของพายุเฮอร์ริเคนลดลงจากแรงลมชั้นบนที่รุนแรงขึ้น
สำหรับผลกระทบรายภูมิภาค ในภูมิภาคเอเชียและออสเตรเลีย รวมถึงประเทศไทย คาดว่าจะเผชิญภาวะภัยแล้งและคลื่นความร้อนรุนแรง ปริมาณฝนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิสูงขึ้น หน่วยงานรัฐ เช่น GISTDA เริ่มใช้แผนที่ความเสี่ยงเพื่อเตรียมรับมือ โดยคาดว่าไทยอาจเผชิญฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไฟป่า และความเสี่ยงปะการังฟอกขาวจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในระดับโลก เนื่องจากอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ
โดยรวมแล้ว “Super El Niño” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์สภาพอากาศชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโลกที่กำลังเผชิญความแปรปรวนรุนแรงมากขึ้น ทั้งด้านอุณหภูมิ ภัยพิบัติ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องเร่งเตรียมรับมืออย่างจริงจังและเป็นระบบก่อนผลกระทบจะขยายวงกว้างไปมากกว่านี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
