รีเซต

ไวรัลพันช์คุง สู่ทฤษฎี Baby Schema งานวิจัยความน่ารักเป็นกลไกทางวิวัฒนาการ

ไวรัลพันช์คุง สู่ทฤษฎี Baby Schema งานวิจัยความน่ารักเป็นกลไกทางวิวัฒนาการ
TNN ช่อง16
23 กุมภาพันธ์ 2569 ( 17:10 )
13

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โลกโซเชียลของไทยเต็มไปด้วยภาพและคลิปของ “พันช์คุง” ลูกลิงหิมะจากญี่ปุ่นที่กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ภาพของมันที่กอดตุ๊กตาแนบอก ดวงตากลมโตสะท้อนแสง ใบหน้าดูไร้เดียงสาและอ่อนโยน ทำให้ผู้ชมจำนวนมากพิมพ์ข้อความในทำนองเดียวกันว่า น่ารักจนใจละลาย หรืออยากอุ้มกลับบ้าน

ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นแทบจะทันทีที่ได้เห็นภาพ และเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากพร้อมกัน แม้พวกเขาจะไม่เคยพบสัตว์ตัวนี้มาก่อน และไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับมันโดยตรง

สำหรับน้องพันช์คุง เป็นลูกลิงหิมะสายพันธุ์ลิงแสมญี่ปุ่น (Japanese macaque) ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับลิงที่พบได้ในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง อุทยานลิงจิโกกุดานิ (Jigokudani Monkey Park) ลิงสายพันธุ์นี้มีชื่อเสียงจากพฤติกรรมลงแช่น้ำพุร้อนท่ามกลางหิมะในฤดูหนาว ภาพลูกลิงตัวเล็กที่ขนฟู นั่งเบียดแม่ หรือกอดของเล่น จึงยิ่งขับเน้นความอ่อนเยาว์และความเปราะบางให้เด่นชัด

คำถามสำคัญคือ ทำไมมนุษย์จำนวนมากจากอีกซีกโลกหนึ่งจึงตอบสนองต่อภาพเหล่านี้อย่างรุนแรง ทั้งที่ไม่ใช่ลูกของตน ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง และไม่ใช่สัตว์ในระบบนิเวศเดียวกัน คำตอบอาจอยู่ในกลไกทางชีววิทยาที่ฝังลึกอยู่ในสมองของเรา

รู้จัก Baby Schema พิมพ์เขียวของความน่ารัก

แนวคิดสำคัญที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้เรียกว่า แบบแผนทารก (Baby Schema) หรือแบบแผนของทารก (Kindchenschema) ซึ่งเสนอโดยนักพฤติกรรมวิทยาชาวออสเตรีย คอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี 1973 จากงานด้านพฤติกรรมสัตว์

คอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) เสนอว่า สิ่งมีชีวิตวัยเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีลักษณะทางกายภาพร่วมกัน ได้แก่ ศีรษะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว หน้าผากกว้างและนูน ดวงตากลมโตอยู่ต่ำกว่ากึ่งกลางใบหน้า จมูกและปากขนาดเล็ก แก้มป่อง และใบหน้ากลม

โดยลักษณะเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณกระตุ้นที่ออกแบบโดยกระบวนการวิวัฒนาการ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใหญ่และกระตุ้นสัญชาตญาณการดูแล

เมื่อเรามองพันช์คุง เราไม่ได้เห็นแค่ลิงตัวเล็กตัวหนึ่ง เรากำลังเห็นชุดสัญญาณ Baby Schema ที่ครบถ้วน ทั้งดวงตาโต ขนฟู ใบหน้ากลม และท่าทางที่ดูพึ่งพิงได้ง่าย สมองจึงแปลผลภาพนั้นอย่างรวดเร็วว่า นี่คือสิ่งมีชีวิตที่ควรได้รับการปกป้อง 

ทฤษฎีสู่หลักฐานเชิงทดลอง

แม้แนวคิด Baby Schema จะถูกพูดถึงมานานหลายทศวรรษ แต่งานวิจัยยุคใหม่ได้พยายามทดสอบแนวคิดนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นักวิจัยนำภาพถ่ายใบหน้าทารกจริงมาปรับแต่งด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์ โดยควบคุมระดับความเด่นชัดของลักษณะ Baby Schema

ภาพถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เพิ่มลักษณะตาโต หน้ากลม หน้าผากสูงอย่างชัดเจน กลุ่มที่ลดลักษณะเหล่านี้ลง และกลุ่มภาพต้นฉบับที่ไม่ผ่านการปรับแต่ง จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างประเมินระดับความน่ารักและความต้องการดูแล

ผลลัพธ์พบว่าใบหน้าที่มีลักษณะ Baby Schema สูง ได้รับคะแนนความน่ารักและกระตุ้นแรงจูงใจในการดูแลมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นั่นหมายความว่า การรับรู้ความน่ารักไม่ใช่เพียงรสนิยมส่วนบุคคล แต่ตอบสนองต่อโครงสร้างใบหน้าบางแบบอย่างเป็นระบบ

ผลงานวิจัยของคอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) ชิ้นนี้มีชื่อว่า รูปแบบลักษณะใบหน้าเด็กทารกกระตุ้นให้ผู้ใหญ่รับรู้ถึงความน่ารักและแรงจูงใจในการดูแลเด็ก หรือ Baby Schema in Infant Faces Induces Cuteness Perception and Motivation for Caretaking in Adults ได้รับการตีพิมพ์ฉบับสมบูรณ์ (final edited form) ในวารสารวิชาการ Ethology เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2009

งานวิจัยเรื่อง Baby Schema ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสังเกตพฤติกรรมภายนอกเท่านั้น แต่ยังใช้เทคโนโลยีสแกนสมองอย่าง fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging) หรือการสร้างภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อวัดการทำงานของสมองขณะมีสิ่งเร้ามากระตุ้น

โดยงานวิจัยของเมลานี แอล. กล็อคเกอร์ (Melanie L. Glocker) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน และคณะวิจัยจากสหราชอาณาจักร ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2009 ภายใต้ชื่อ รูปแบบลักษณะใบหน้าเด็กทารกกระตุ้นให้ผู้ใหญ่รับรู้ถึงความน่ารักและแรงจูงใจในการดูแลเอาใจใส่ หรือ Baby schema in infant faces induces cuteness perception and motivation for caretaking in adults โดยนักวิจัยนำภาพใบหน้าทารกมาปรับแต่งให้มีระดับ Baby Schema สูงและต่ำแตกต่างกัน แล้วให้ผู้ใหญ่ดูภาพเหล่านั้นระหว่างสแกนสมองด้วยเทคโนโลยีสแกนสมองอย่าง fMRI

ผลการทดลองพบว่า เมื่อผู้ใหญ่เห็นใบหน้าทารก หรือภาพที่มีลักษณะ Baby Schema เด่นชัด สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบรางวัลจะทำงานมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณ Nucleus accumbens และ Ventral tegmental area ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในระบบโดปามีน (Dopamine)

โดยสมองบริเวณเหล่านี้จะถูกกระตุ้นในลักษณะเดียวกับตอนที่เราเห็นอาหารโปรด ได้รับคำชม หรือได้รับรางวัลสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความน่ารักไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีเฉย ๆ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับระบบแรงจูงใจของสมอง

มันกระตุ้นให้เราอยากทำบางอย่างเช่น เข้าใกล้ สัมผัส ปกป้อง หรือดูแลเอาใจใส่ ดังนั้น ความรู้สึกเอ็นดูทารกจึงไม่ใช่เพียงอารมณ์ที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีรากฐานทางชีววิทยา และถูกออกแบบมาให้ผลักดันพฤติกรรมการดูแล ซึ่งมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยทั้งจากคอนราด ลอเรนซ์ (Konrad Lorenz) และเมลานี แอล. กล็อคเกอร์ (Melanie L. Glocker) แสดงให้เห็นความสำคัญของทฤษฎี Baby Schema ในบริบทของวิวัฒนาการ เพราะสัตว์วัยเด็ก โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกิดมาในสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยมาก หากไม่ได้รับการปกป้อง โอกาสรอดชีวิตย่อมต่ำ ดังนั้น ธรรมชาติจึงคัดเลือกให้ลูกอ่อนที่มีลักษณะกระตุ้นการดูแลได้ดี มีโอกาสรอดและส่งต่อยีนของตนมากกว่า ความน่ารักจึงเป็นเครื่องมือเอาชีวิตรอดในระดับชีววิทยา 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง