โบรกเตือนระวัง ! หุ้นไทยเดือน ธ.ค. ทรุดต่อ จับสัญญาณยุบสภาฯ

ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-พ.ย.) พบว่า ต่างชาติพลิกมาขายสุทธิหุ้นในภูมิภาคทั้งหมด โดยตลาดอินเดียถูกขายสุทธิมากสุด 1.57 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือไต้หวัน 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เกาหลีใต้ 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนาม 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทย 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อินโดนีเซีย 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และฟิลิปปินส์ 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ว่าเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคไปซื้อหุ้นเทคโนโลยีในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ผลตอบแทนตลาดหุ้นภูมิภาคยังสดใสยกเว้นตลาดหุ้นไทยแย่ที่สุด โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดัชนีบวก 64% เวียดนาม 33% อินโดนีเซีย 20% ไต้หวัน 19% ฟิลิปปินส์ติดลบ7.8% ตลาดหุ้นไทยติดลบ 10% ซึ่งเป็นผลมาจากแรงขายกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ครบกำหนด แผ่นดินไหว สงครามรัสเซีย-ยูเครน ช่วงสูญญากาศเปลี่ยนผ่านการเมืองในประเทศจากรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” เป็น “อนุทิน ชาญวีรกูร” รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ จ.สงขลา
เริ่มจาก "อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล" ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนธ.ค. แกว่งไซด์เวย์ดาวน์ โดยในช่วงครึ่งเดือนแรกของธ.ค. (1 ธ.ค.-15 ธ.ค.) ตลาดรอดูความชัดเจนใน 2 ประเด็นหลักคือ 1.ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงหรือไม่ในการประชุมวันที่ 10 ธ.ค.นี้ โดยตลาดคาดลด 0.25% 2.รัฐบาลจะประกาศยุบสภาหรือเปล่า ซึ่งต้องรอดูฝ่ายค้านจะยื่นซักฟอกรัฐบาลมั้ย จากเดิมมองว่าอาจจะเป็นเกมการเมือง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาอาจจะยื่นซักฟอกจริงจะทำให้การเมืองเกิดสุญญากาศ และการทำงานหยุดชะงัก ซึ่งเป็นการเซอร์ไพรส์ตลาดทำให้ตลาดอาจจะตกใจในช่วงสั้น ๆ
ทั้งนี้จากข้อมูลในอดีตก่อนยุบสภาฯ 1 เดือน ตลาดให้ผลตอบแทน 2.9% และหลังยุบสภาฯ อยู่ที่ 1.1% โดยหุ้นที่ปรับตัวได้ดีจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นปันผล
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือในครึ่งเดือนหลังของธ.ค. (16 ธ.ค.-31 ธ.ค.) คาดว่าจะดีขึ้น แรงหนุนจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 17 ธ.ค.นี้คาดว่าจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% รวมถึงแรงซื้อจากกองทุนลดหย่อนภาษีช่วงปลายปี ประเมินกรอบแนวรับแรกที่ 1,230 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,220 จุด แนวต้านแรกที่ 1,285 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,300-1,320 จุด หุ้นเด่นแนะนำหุ้น SCCC ราคาเป้าหมาย 195 บาท หุ้น BAM ราคาเป้าหมาย 7.5 บาท และหุ้น TASCO ราคาเป้าหมาย 16.30 บาท
“ ภาพทางเทคนิคหุ้นไทยไม่ดี โดยในเดือนต.ค. ดัชนีอยู่ที่ 1,390 จุด และพ.ย.อยู่ที่ 1,252 จุด ลงมา 4% อ่อนแอกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยหุ้นไทยราคาถูกหรือเทียบเท่ากับช่วงเกิดวิกฤติโควิด แต่ต้องตัดหุ้น DELTA ทิ้ง ดังนั้นถ้าย่อตัวเป็นจังหวะเข้าซื้อสะสม”
ฝั่ง “ภราดร เตียรณปราโมทย์" ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส ฉายภาพว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือน ธ.ค. คาดว่าแกว่งไซด์เวย์ออกข้าง จากผลกระทบน้ำท่วมที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อาจนำไปสู่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 ชะลอ และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วยการยุบสภาหรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนี ขณะที่มูลค่าซื้อขายคาดว่าเบาบาง เนื่องจากใกล้สู่โหมดวันหยุดยาวส่งท้ายปี และไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เข้ามาหนุน
นอกจากนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะมีการประชุมวันที่ 19 ธ.ค. คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.5% เป็น 0.75% จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลง อาจจะเห็นการโยกเม็ดเงินลงทุนจากตลาดการเงินสหรัฐฯ ไปญี่ปุ่น เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ขณะที่ค่าเงินในเอเชียจะแข็งค่า และอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเกิดความผันผวนในช่วงสั้น แต่ระยะถัดไปเม็ดเงินลงทุนอาจไหลกลับมาเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทย
ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ยุติมาตรการ Quantitative Tightening (QT) หรือการลดขนาดงบดุล ด้วยการจะหยุดดึงเงินออกจากระบบตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป คาดว่าจะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม ขณะเดียวกันตลาดคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9-10 ธ.ค.นี้ 0.25%
นอกจากนี้สถานการณ์น้ำท่วมในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลาที่คลี่คลาย คาดว่าจะส่งผลใหคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยทุก 0.25% หนุน SET ขึ้น 60% PE ขึ้น 0.7 เท่า
โดยพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา มีมูลค่า GDP ราว 2.5 แสนล้านบาท โดยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท ทำให้รายได้ท่องเที่ยวลดลง และเสียโอกาสในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4/68 แต่ความเสียหายน้อยกว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 กดดันให้ SET ปรับตัวลงถึง -24% ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน เนื่องจากน้ำท่วมพื้นที่อุตสาหกรรมหลักและกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ (เศรษฐกิจ กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าสงขลาถึง 25 เท่า) ดังนั้น แรงกดดันต่อ SET ในรอบนี้ทำให้หุ้นปรับตัวลง -4% คาดว่าจะเป็นเพียง แรงกดดัน ช่วงสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์หลังน้ำลดมีการซ่อมแซมบ้านเรือน เช่น หุ้น HMPRO หุ้น GLOBAL หุ้น DOHOME หุ้น CRC หุ้น SCC และ หุ้น TASCO ตรงข้ามหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบสั้นๆ เช่น หุ้น STA ,หุ้น STGT หุ้น NER ,หุ้น KK และหุ้น HTC แต่ถ้าน้ำท่วมลดลงได้เร็วไม่กลับมาท่วมใหม่มีโอกาสดีดกลับได้เร็ว
ส่วนแนวโน้มการลงทุนในเดือนธ.ค.นี้ ประเมินแนวรับแรกที่ 1,230 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200 จุด แนวต้านที่ 1,280-1,300 จุด หุ้นที่น่าลงทุนเน้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
- ERW ราคาเป้าหมาย 2.9 บาท
- MINT ราคาเป้าหมาย 29 บาท
- BDMS ราคาเป้าหมาย 29 บาท
หุ้นปันผลสูง
- AP ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท ปันผล 6.8%
- PTTEP ราคาเป้าหมาย 140 บาทปันผล 6.7%
ปิดท้าย “ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์" AISA, CFTe ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี เล่าว่า SET ยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก ยังอยู่ในโซน Deep Value มี Current Equity Risk Premium ราว AVG +2.0 S.D. จากปัจจัยฉุดรั้งภายในน้ำท่วมภาคใต้ แต่ความเสี่ยงน่าจะสะท้อนไปแล้ว ขณะที่ผลกระทบจำกัด ทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักนโยบายการเงินโลก และเอเชีย ส่วนตลาดหุ้นไทยแรงส่งภายในมาตรการฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วม และนโยบายหลักการเดินหน้าสร้าง New S Curve ใหม่ๆ ผสาน การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวหนุนภาคบริการ โดยหุ้นเด่นชู ธีมดอกเบี้ยขาลง, Infra Tech, ภาคบริการ และกลุ่มได้ประโยชน์จากมาตรการฟื้นฟูน้ำท่วม และหุ้นโตสูงปี 26F ที่ตลาดให้น้ำหนักเพิ่มช่วงปลายปี
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ล่าสุด แม้รุนแรงกว่าปีปกติ แต่เริ่มเห็นสัญญาณผ่านพ้นจุดพีคแล้ว หลายพื้นที่ระดับน้ำลดและเข้าสู่ช่วงซ่อมแซม–ฟื้นฟู คาดผลกระทบกรณีฐานระยะเวลาจากน้ำท่วมวันแรก 19 พ.ย. 68 - วันกลับมาดำเนินธุรกิจจริง จะใช้เวลาราว 25 วัน ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะจำกัดต่อกำไรตลาดหุ้นไทยน้อยกว่า 1บาทต่อหุ้น แต่ตลาดน่าจะให้น้ำหนักการใช้นโยบายการคลัง-การเงิน ในการฟื้นฟูหลังภาวะน้ำท่วม จะมีอิทธิพลหนุนตลาดหุ้นในระยะถัดไป
ซึ่งความเสียหายประเมิน 1.97 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ -0.1% ต่อ GDP สอดคล้องกับพื้นที่ได้รับผลกระทบเพียง 9 จังหวัด ที่มีสัดส่วน 5% ของ GDP ประเทศ ต่อกำไรตลาดหุ้นกระทบจำกัด ทีมวิจัย KSS คาดเพียง -6,000 ล้านบาท หรือ -0.6% จากกำไรปี 2025F ที่ 87 บาทต่อหุ้นดังนั้น จึงคงคาดการณ์กำไรตลาด 2025F = 87 บาท และ เป้าหมาย SET 2025F = 1,370 จุด
โดย SET ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวบริเวณแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ที่ 1260 +/- จุด ขณะที่ตลาดโลกฟื้นจากความคาดหวังว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยในประชุม ธ.ค. ระดับปัจจุบันทำให้ SET กลับมาอยู่ในโซน Deep Value โดย Equity Risk Premium ~5.2% (ใกล้ AVG +2SD) ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นรอบฟื้นตัวใหม่ โดยมีแรงส่งแรงขายลดความเสี่ยงล่วงหน้ ขณะที่สถานการณ์จริงคลี่คลายเร็วกว่ากังวล
ทั้งนี้เห็นว่าเป็นจังหวะทยอยสะสม เน้น 2 กลุ่มฟื้นตัวนำตลาด 1. กลุ่มได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูผสานนโยบายกระตุ้น ค้าปลีกสินค้ารีโนเวทบ้าน /วัสดุก่อสร้าง กลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง High Yield: สื่อสาร อสังหาฯ กองรีท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หุ้นเด่น : GLOBAL(TP 8) , ADVANC(TP 360) , GULF(TP 59)
2. กลุ่มที่ถูกขายล่วงหน้ามากเกินไป vs. ผลกระทบจริงจำกัด เน้นบริบท “ราคาปรับลงแรงก่อนข่าว” แต่พื้นฐานไม่เสียหาย หุ้นเด่น: MTC (TP 58) CENTEL (TP 37.5) BDMS (TP 29)
อย่างไรก็ตาม ประเมินกรอบแนวรับสัปดาห์หน้า 1,243 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,231 จุด แนวต้านแรกที่ 1,266 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,274 จุด
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
- 1 ธ.ค. ตัวเลขภาคผลิตของสหรัฐ
- 2 ธ.ค. เงินเฟ้อ CPI พ.ย. ของยุโรป
- 2. ธ.ค. ประชุม ครม. พิจารณามาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือ+ฟื้นฟูผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ มาตรการมาตรการแก้หนี้ จัดตั้ง AMC เน็ตคนละครึ่ง
- 2 ธ.ค. รายงานนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดมีโมเมนตัมบวก w-w เริ่มเด่น จากอานิสงส์ความขัดแย้งการฑูตระหว่างญี่ปุ่นและจีน
- 3 ธ.ค. ตัวเลขจ้างงานสำนัก ADP พ.ย. ของสหรัฐฯ
- 3 ธ.ค. ตัวเลขภาคผลิตและ ภาคบริการของจีน
- 3 ธ.ค. เงินเฟ้อ CPI พ.ย. ของไทย
- 5 ธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. และตัวเลข เงินเฟ้อ Core PCE ก.ย.ของสหรัฐฯ
หุ้นเด่นแนะนำ
• HMPRO(TP26F-8.0): รับภาพบวกภาคใต้เข้าสู่ช่วงฟื้นฟูจากภัยอุทกภัย
• GLOBAL(TP26F-8.0): รับภาพบวกภาคใต้เข้าสู่ช่วงฟื้นฟูจากภัยอุทกภัย
• PTG(TP26F-10.0): หุ้น High Growth ปี 2026F คาดตลาดทยอยเพิ่มน้ำหนักช่วงปลายปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
