ตึก สตง.ถล่มครบ 1 ปี เหตุการณ์เปิดแผลคอร์รัปชันไทย ยังมีหวังไหมกับการแก้โกง ?

หนึ่งปีผ่านไปนับจากวันที่แผ่นดินไหวทำให้ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังทลายลง คดีความยังคงเดินหน้าอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการกับเอกชน ขณะที่คำถามในภาพใหญ่ยังไม่มีคำตอบ
เราชวน ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผอ.ศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา HAND Social Enterprise (องค์กรเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันและเสริมสร้างธรรมภิบาล)มาพูดคุยว่าเรื่องนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับประเทศไทย และเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน พอจะมีทางออกอย่างไรบ้าง ในวันที่ทุกพรรคการเมืองพูดถึงประเด็นนี้
กฎหมายแก้คอร์รัปชันมีเยอะ แต่แก้ปัญหาไม่ได้
สิ่งแรกที่ ดร. ต่อภัสสร์ชี้ให้เห็นคือความย้อนแย้งที่ฝังลึกอยู่ในระบบ ประเทศไทยไม่ได้ขาดกฎหมายในการต่อต้านคอร์รัปชัน ตรงกันข้าม เรามีมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ "ที่ผ่านมาเรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันถึง 15 ฉบับ ที่ดูปัญหาเดียวกัน ไม่รวมกฎหมายลูกและกฎหมายรองและระเบียบต่างๆ มากมาย"
ผลที่ได้ไม่ใช่ความโปร่งใส แต่คือความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องการซื้อของดีให้หน่วยงานกลับพบว่ากระบวนการนั้นยากจนต้องหาช่องทางอ้อม ในขณะที่การซื้อเก้าอี้ตัวละแสน โต๊ะทำงานตัวละหลายแสน กลับ "ทำถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายทุกประการ"
"กรณีตึกสตงมันสะท้อนในสิ่งที่มันเป็นมาอยู่ตลอด แต่มันแค่เปิดให้เห็นได้ชัดๆ แล้วมันเป็นภาพใหญ่ มีความรุนแรงเกิดขึ้น เราก็มีกระบวนการทางกฎหมาย หน่วยงานๆ เต็มไปหมด ใช้กฎหมายเยอะไปหมดเลย แต่สุดท้ายมันก็ไม่สามารถผลิตผลผลิต หรือผลลัพธ์ออกมาให้เราให้สังคม เข้าใจและยอมรับได้ ก็เลยยังมีการตั้งคำถามอยู่ ทุกวันนี้ แม้ว่าผ่านมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว” อาจารย์ย้ำ
แต่แม้ระหว่างที่มีการตรวจสอบคดี สตง. สตง.เองก็ยังคงทำหน้าที่เป็นหน่วยงานตรวจสอบคนอื่น ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อภาพลักษณ์ และถูกประชาชนตั้งคำถาม ซึ่ง ดร. ต่อภัสสร์แยกประเด็นนี้ออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก สตง. ต้องทำงานต่อไป เพราะนั่นคือหน้าที่ตามกฎหมาย และไม่ยุติธรรมหากจะให้หน่วยงานหยุดทำงานเพราะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ส่วนที่สอง คือปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น
"การที่เราจะไปตรวจสอบใครได้เนี่ย หมายความว่าเราต้องได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือ ว่า เป็นคนที่รู้เรื่อง เป็นคนที่ถ้าตรวจสอบแล้วจะทำตรงไปตรงมา แต่พอมันเกิดความกังขา ไอ้คนโดนตรวจสอบเนี่ยก็เลย เอ๊ะ เป็นใครมาจะมาตรวจสอบฉัน คดีคุณยังไม่จบเลยซะด้วยซ้ำใช่มั้ย มาตรวจสอบชั้นได้ยังไง"
แน่นอนว่า ปัญหาตึก สตง. ไม่ใช่แค่ปัญหาคอร์รัปชันเดียวในประเทศไทย และประเด็นคอร์รัปชัน หน่วยงานภาครัฐ รัฐบาล ก็พูดกันมาตลอดถึงการปราบโกง แก้คอร์รัปชัน ซึ่ง ดร. ต่อภัสสร์เชื่อว่าทางออกของปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ซับซ้อนในเชิงเทคนิคเลย แต่มันคือการเปิดเผยข้อมูล "คอร์รัปชันกลัวเรื่องอะไร คอร์รัปชันกลัวเรื่องความโปร่งใส เราบอกว่าจะฆ่าเชื้อโรค เราต้องเอาแสงสว่างมาส่อง แล้วเชื้อโรคจะตาย"
เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ถ้านำข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างจากกรมบัญชีกลาง มาเชื่อมกับข้อมูลจดทะเบียนบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจาก ปปช. เราอาจพบทันทีว่า 3 บริษัทที่ประมูลแข่งกันอยู่นั้น แท้จริงแล้วมีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเป็นคนเดียวกัน หรือมีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ
"แต่วันนี้เราไม่เห็น เพราะข้อมูล 3 ชุดนี้ไม่ได้ถูกเก็บโดยหน่วยงานเดียวกัน ถูกกระจัดกระจายออกไป แต่ละหน่วยงานก็เปิดเผยกันคนละมาตรฐาน ไม่เอาข้อมูลมาเชื่อมโยงกัน" กรณีที่น่าตกใจที่สุดคือบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองที่ ปปช. ถืออยู่ ซึ่งเปิดให้ประชาชนดูได้เพียง 180 วัน แล้วก็ปิด ทั้งที่เทอมการเมืองกินเวลา 4 ปี
"ถาม ปปช. ปปช. บอกไม่เป็นไร ถ้าอยากจะรู้หลังจาก 180 วัน นั่งรถไปสนามบินน้ำแล้วเอาปากกากระดาษไปจดได้ คือมันไม่เข้าใจทำไมเลยอะ คือมันแปลกมากนะครับ" และเมื่อตั้งคำถามว่าทำไม คำตอบที่ได้ยิ่งน่าตกใจกว่า "กฎหมายบอกให้เปิดเผยแต่ไม่ให้เผยแพร่ นี่คือเจตนารมณ์จริงๆ เค้าไม่ได้อยากจะเปิดอะ เค้ากลัวว่าประชาชนมีข้อมูลมากแล้วจะรู้เยอะเกินไปเหรอ ทั้งที่จริงประชาชนนี่แหละคือเจ้าของเงินภาษี"
ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเอง ทุกพรรคการเมืองต่างก็หยิบยกเรื่องการปราบโกง จัดการคอร์รัปชันมาพูดถึง อ.ต่อภัสสร์ก็ชี้ว่าเป็นความพยายามที่ดี ที่เราเห็นประเด็นนี้ในทุกการดีเบต แต่ก็ต้องดูความตั้งใจจริงของรัฐบาล ว่าจะจัดการประเด็นนี้จริงหรือไม่ และประชาชนก็ต้องร่วมจับตาด้วย
“ดูเหมือนจะมีความพยายามของผู้นำรัฐบาลที่อยากจะพูดถึงเรื่องคอร์รัปชัน และทำเรื่องนี้มากขึ้น แต่ถ้าประชาชนจะไว้ใจแล้วก็บอกว่ายังไงเขาก็ทำแล้ว สบายใจ ไม่จับตา ก็ไม่ได้ เราก็ต้องช่วยกันผลักดัน เพราะว่าที่มันเกิดวันนี้ได้เพราะว่าก็เพราะประชาชนทนไม่ไหว ตึก สตง.ก็เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาที่คนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ลองคิดดูถ้าวันนั้นตึกเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ สตง. อยู่เต็มตึก แล้วคุณเป็นคนที่ต้องเดินไปติดต่อราชการ มันอาจจะเป็นผมก็ได้ เพราะผมก็ทำงานร่วมกับ สตง. อาจจะเป็นผมที่วันนั้นอยู่ในตึกนั้นแล้วมันถล่มลงมา เพราะฉะนั้นมันอาจจะเกิดกับใครก็ได้ คนก็เลยรู้สึกว่า มันใกล้ตัวจริงๆ แล้ว
แล้วหลังจาก สตง.มา มันก็มีซีรีส์อุบัติเหตุพระราม 2 ที่เกิดขึ้นรายวันเลยด้วย คนเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้นก็พยายาม แม้มันมีทั้งความน่าสิ้นหวัง แต่ก็ดูเหมือนอาจจะพอมีความหวังอยู่ได้บ้าง แต่ประชาชนจะหยุดติดตามเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะถ้าหยุดปุ๊บเนี่ยมันจะมีแต่ความสิ้นหวัง กับความหวังมันจะหายในทันที”
เมื่อคนไทยมองว่าคอร์รัปชันติดลบ
CPI หรือดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันล่าสุดให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ได้แค่คะแนน 33 จาก 100 ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดนทั้งเวียดนามและลาวแซงหน้า และนี่ไม่ใช่แค่มุมมองจากต่างชาติ คนในประเทศเองก็รู้สึกถึงความเสื่อมถอยนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อคอร์รัปชันไม่ได้อยู่แค่ในโครงการขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่มาอยู่ในชีวิตประจำวันผ่านสแกมเมอร์และทุนเทาที่โทรหาเราแทบทุกวัน
"นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทยที่จะหักพวงมาลัยหนีออกจากหน้าผา" อ.ต่อภัสสร์มอง ทั้งผลจากการที่ TNN Online ออกไปถามประชาชนทั่วไปว่าจะให้คะแนนคอร์รัปชันในไทยเท่าไหร่ พบว่าส่วนใหญ่มองว่าคอร์รัปชันไทยติดลบ แม้ว่าจะรู้ว่าเป็นเรื่องไม่ดี แต่ก็มองว่า กลายเป็นเรื่องปกติที่มีให้เห็นทั่วไป ไปถึงว่า ถ้าไม่คอร์รัปชันก็กลายเป็นแกะดำในฝูงด้วย
อ. ต่อภัสสร์บอกว่าสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้แปลกใจ แต่ทำให้กังวล เพราะการที่สังคมยอมรับว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องธรรมดานั้น อันตรายมาก "ถ้าเราเห็นทุกคนโกงหมดเลย แล้วเราไม่โกงอะ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมบอกว่า มันจะทำให้เรารู้สึกว่าเราถูกเอาเปรียบอยู่ เพราะฉะนั้นมาตรฐานของเราก็คือต้องโกงเช่นเดียวกัน"
เขาเปรียบให้เห็นภาพผ่านเรื่องใกล้ตัว เมื่อขับรถฝ่าไฟแดงแล้วโดนตำรวจจับ คนส่วนใหญ่จะพูดทันทีว่า "ทำไมคุณตำรวจไม่ไปจับคันหน้า" เพราะตัวเองก็แค่ขับตามคันหน้ามา สะท้อนว่าเราต่างมีเหตุผลให้ตัวเองเสมอในการทำสิ่งที่ผิด และนั่นคือรากของปัญหา
“ปัญหานี้ มันจะแก้ไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่เริ่มที่จะแก้ เข้าใจและเห็นด้วยว่าเราต้องเริ่มแก้ที่ตัวเอง อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญเราต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม เราต้องมีคุณมีมีความซื่อสัตย์สุจริต แต่สิ่งที่เราต้องทำควบคู่ไปคือเราต้องสร้างระบบที่ดีด้วยเพราะ ต่อให้เราเป็นคนดี มันก็จะมีคนไม่ดีอยู่ในสังคมอยู่ที่พร้อมจะเอารัดเอาเปรียบและทำให้สังคมมันเป็นแบบนี้จนเรารู้สึกว่าฉันก็ต้องโกงด้วย แล้วกลายเป็นว่ามาตรฐานความดี มันก็จะถูกลดลงมาเรื่อยเรื่อย เพราะฉะนั้นสังคมแบบไหนที่จะทำให้ต่อ ต่อให้มีคนโกงหรือคนไม่ดีอยู่ก็โกงได้ยาก คือ ระบบที่ข้อมูลถูกเปิดเผยออกมาอย่างโปร่งใสอย่างแท้จริงอย่างเป็นมาตรฐาน
จินตนาการว่า ถ้าวันนี้เราสามารถคลิกไปดูได้หมดเลยว่าเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเรา ฝาท่อน้ำหน้าบ้านเราตึกที่อยู่ข้างข้างบ้านเรา หน่วยงานไหนเป็นเจ้าของใช้เงินสร้างไปเท่าไหร่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบบริษัทอะไร ร่วมประมูลบ้าง ราคาประมูลมันแตกต่างจากราคากลางเท่าไหร่ วันแรกมันคงไม่ใช่ว่าเปิดมาแล้วคอร์รัปชันหาย แต่มันจะเกิดการตั้งคำถามของสังคมประชาชนอย่างทั่วไปอย่างพวกเรา ก็จะตั้งคำถามได้ เมื่อประชาชนเริ่มตั้งคำถามได้ คือจุดเริ่มของการสร้างความเปลี่ยนแปลง”
สิ่งที่ต้องการจึงไม่ใช่กฎหมายใหม่อีกฉบับ ไม่ใช่การแถลงข่าวอีกครั้ง แต่คือเจตจำนงที่แท้จริงของผู้มีอำนาจ "คำถามคือรัฐบาลพร้อมอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศแล้วหรือเปล่านะฮะ ผู้มีอำนาจมีเจตจำนงที่อยากจะเปลี่ยนแปลงในเรื่องคอร์รัปชันจริงๆ รึเปล่า ไม่ใช่แค่ออกมาแถลงข่าวแล้วก็บอกว่าอยากเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร"
สำหรับกรณีตึกสตง ดร. ต่อภัสสร์มองว่ามันคือโอกาส ไม่ใช่แค่โอกาสที่จะเอาผิดผู้กระทำผิด แต่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าระบบทำงานได้จริง "ถ้าการถล่มของตึกสตงมันเหมือนการเปิดฝี เปิดแผลเรื่องคอร์รัปชันของสังคมไทย การจัดการและการเปิดโปงในเรื่องตึกสตงออกมาอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพที่สุด ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างความหวังและสะท้อนสังคมไทยในวันพรุ่งนี้ได้เช่นเดียวกัน"
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
