เทียบเทคโนโลยีไฮสปีดเทรนแต่ละประเทศ ล้ำแค่ไหน?(ตอน 7)

เทียบเทคโนโลยีไฮสปีดเทรนแต่ละประเทศ ล้ำแค่ไหน?(ตอน 7)
TNN ช่อง16
23 มีนาคม 2564 ( 18:59 )
136
เทียบเทคโนโลยีไฮสปีดเทรนแต่ละประเทศ ล้ำแค่ไหน?(ตอน 7)

เทคโนโลยีและความทันสมัยในระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่รัฐต้องการจะพัฒนาโรงการรถไฟความเร็วสูง นอกจากในแง่ของการค้า-การลงทุนแล้ว ยังมองถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะการเดินทางเชื่อมต่อภายในประเทศ

ขบวนรถไฟความเร็วสูงของแต่ละประเทศ อาจมีดีไซน์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือบริเวณหัวรถไฟ จะมีลักษณะแหลม ยาว คล้ายปากนก เริ่มตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง จนปัจจุบันที่มีหลายประเทศให้บริการ ซึ่งเหตุผลที่มีการดีไซน์หัวแหลม ก็เป็นเพราะการคำนึงถึง แรงต้านอากาศ Aero Dynamic (แอโรไดนามิค) เมื่อใช้ความเร็วสูง แรงต้านอากาศต้องน้อยที่สุด เพื่อรีดอากาศออก และยังต้องมีแรงลมที่กดตัวขบวนรถยึดเกาะกับรางประกอบกับเส้นทางของรถไฟความเร็วสูงในหลายประเทศต้องเจาะภูเขา ทำอุโมงค์ลอด ซึ่งขนาดของอุโมงค์มีผลต่อแรงอัด ดังนั้นการออกแบบหัวรถไฟความเร็วสูงให้แหลมและยาวจะช่วยให้แรงอัดภายในอุโมงค์และลดต้นทุนการขุดเจาะอุโมงค์ได้ จึงเห็นว่ารถไฟความเร็วสูงรถรุ่นใหม่ๆ ของญี่ปุ่น หัวแหลมและยาวมากกว่า 10 เมตร

นายนคร จันทศร อดีตผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย( ร.ฟ.ท.)กล่าวว่ารูปลักษณ์ของรถไฟความเร็วสูง จะออกแบบโดยให้ความสำคัญกับแอโร่ไดนามิคและเมื่อรถไฟความเร็วสูง วิ่งสวนกัน หรือวิ่งเข้าอุโมงค์ แรงกดอากาศจากภายนอก จะต้องไม่กระทบกับภายในขบวน ต้องมีการทดสอบในหลายกระบวนการ หลายๆ ครั้ง เพื่อให้ผู้โดยสารไม่รู้สึกถึงแรงกดอากาศที่เกิดขึ้น ให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายสูงสุด

นอกจากการพัฒนาเรื่องของความเร็วแล้ว หลายประเทศยังพยายามคิดค้นวัสดุที่เป็นส่วนประกอบของรถไฟความเร็วสูงให้มีน้ำหนักเบา ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นนำอลูมิเนียมมาใช้ ทำให้เพลาล้อมีน้ำหนักเบาเพียง 11-12 ตัน จากปกติที่มีน้ำหนักมาถึง 17 ตัน เพื่อช่วยประหยัดพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนของขบวนรถ

“ถ้าตัวรถเบาขึ้น พลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนก็น้อยลง เพราะฉะนั้น ทิศทางถ้าจะประหยัดพลังงาน ต้องเน้นตัวรถที่เบาขึ้น ทำได้ไง วัสดุที่ใช้ทำตัวรถ รถเจเนอเรชั่นหลังๆ ของญี่ปุ่นที่ออกแบบน้ำหนักเบา เป็นตัวรถอลูมิเนียม” นายนคร กล่าว

สำหรับรถไฟความเร็วสูงนั้น ก็มีความเร็วทั้ง ความเร็วสูง (High Speed Rail) ที่ใช้ความเร็วได้ 200 – 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ,ความเร็วสูงมาก (Very High Speed Rail) ความเร็ว 301 – 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วสูงพิเศษ (Ultra High Speed Rail) ความเร็ว 501 – 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำเวลาจากสถานีต้นทางถึงปลายทางได้ในเวลาเพียง 7 นาทีเท่านั้น  ซึ่งเป็นความเร็วที่ยังไม่เคยมีประเทศไหนเลือกใช้  โดย 5 อันดับของรถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วที่สุดในโลก ได้แก่ 

1.    Shanghai Maglev (รถไฟความเร็วสูงพลังแม่เหล็ก)

    รถไฟความเร็วสูง ความเร็ว : 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    ต้นทาง : ท่าอากาศยานนานาชาติช่างไห่ผู่ตง

    ปลายทาง : สถานี Longyang Metro

    เวลาจากต้นทางถึงสถานีปลายทาง : 7 นาที

2.    Fuxing Hao CR400AF/BF (รถไฟความเร็วสูงระบบราง)

    รถไฟความเร็วสูง ความเร็ว : 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    ต้นทาง : Beijing South

    ปลายทาง : สถานี Shanghai Hongqiao Station

    เวลาจากต้นทางถึงสถานีปลายทาง : 5 ชั่วโมง

3.     Shinkansen H5 และ E5 (รถไฟความเร็วสูงระบบราง

    รถไฟความเร็วสูง ความเร็ว : 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    ต้นทาง : Tohoku

    ปลายทาง : Hokkaido

    เวลาจากต้นทางถึงสถานีปลายทาง : 4 ชั่วโมง

4.    The Italo และ Frecciarossa (รถไฟความเร็วสูงระบบราง)

    รถไฟความเร็วสูง ความเร็ว : 354กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    ต้นทาง : มิลาน

    ปลายทาง : ฟลอเรนซ์หรือโรม

    เวลาจากต้นทางถึงสถานีปลายทาง : 5 ชั่วโมง

5.    Renfe AVE (รถไฟความเร็วสูงระบบราง)

    รถไฟความเร็วสูง ความเร็ว : 349 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    ต้นทาง : บาร์เซโลนา

    ปลายทาง : ปารีส

    เวลาจากต้นทางถึงสถานีปลายทาง : 5 ชั่วโมง

สำหรับประเทศไทยเลือกใช้เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง ในระดับ High Speed Rail  ที่ทำความเร็วได้ 200 – 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่จะเชื่อมต่อไปยัง 3 สนามบินหลัก ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา หากจะเดินทางจากกรุงเทพฯไปยัง อีอีซีก็จะใช้เวลาเพียง 60 นาที ด้วยระยะเวลาการเดินทางที่น้อยลงก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้กับประเทศไทย ทั้งในแง่ของลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพราะช่วยร่นระยะเวลาในการขนถ่ายสินค้าให้เร็วขึ้นแม้จะมีสินค้าในปริมาณมาก ส่งเสริมการท่องเที่ยงด้วยระบบขนส่งทางรางหรือรถไฟฟ้าความเร็วสูง กระตุ้นการใช้จ่ายไปยังเมืองต่างๆตามแนวเส้นทางของรถไฟความเร็วสูง รวมถึงการเติบโตของเมืองที่จะไม่กระจุกตัวอยู่แค่บางพื้นที่ อย่างเช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล อีกต่อไป

จะเห็นได้ว่านอกเหนือจากการได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัย การสร้างงาน สร้างรายได้ จะยิ่งต่อยอดไปสู่การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน  ซึ่งถือเป็นโครงการที่คนไทยสามารถร่วมภาคภูมิใจได้อย่างเต็มที่ เพราะหัวใจหลักของการพัฒนาก็คือ ผลที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนในทุกกลุ่มในอนาคตนั่นเอง



ข่าวที่เกี่ยวข้อง