'ซูรีแก'ซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มปินส์ ดับแล้ว 1

'ซูรีแก'ซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มปินส์ ดับแล้ว 1
TNN World
20 เมษายน 2564 ( 14:35 )
32
'ซูรีแก'ซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มปินส์ ดับแล้ว 1

 

ข่าววันนี้ หน่วยงานด้านภัยพิบัติของฟิลิปปินส์ รายงานว่า ชายชราอายุ 79 ปี ในจังหวัดเลย์เตใต้ของฟิลิปปินส์ เสียชีวิตจากถูกต้นไม้ใหญ่ล้มทับ นับเป็นผู้เสียชีวิตรายแรกจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ซูรีแก” (Surigae) หรือในฟิลิปปินส์เรียกว่า “ไบซิง” (Bising) และมีผู้สูญหายอีก 1 คน ประชาชนอีกกว่า 100,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ติดชายฝั่ง หมู่เกาะซามาร์ ในภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์ เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมและไฟฟ้าดับในหลายชุมชน

 

 

 


ซูเปอร์ไต้ฝุ่นซูรีแก ความเร็วลมสูงสุด 195 กิโลเมตร ลดลงเล็กน้อยจากเดิม 215 กิโลเมตร นับเป็นพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกที่รุนแรงที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นในเดือนเมษายน

 


หน่วยงานภัยพิบัติของฟิลิปปินส์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ (19 เมษายน) ซูเปอร์ไต้ฝุ่นซูรีแก ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายชุมชนที่อยู่ในที่ต่ำ เกิดลมกระโชกแรงและคลื่นสูงในภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์ ทำให้สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติฟิลิปปินส์ ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและลมกระโชกแรง โดยเตือนว่า กระแสลมแรงจัดที่มีอำนาจทำลายล้าง สามารถแผ่เป็นระยะทางไกลได้ถึง 110 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางของไต้ฝุ่น

 


อย่างไรก็ตาม สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ระบุว่า ซูรีแกไม่ได้พัดขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แต่อย่างใด และไม่คาดว่าจะขึ้นฝั่งด้วย แต่ทว่า เส้นผ่านศูนย์กลางของซูรีแก ซึ่งยังอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น มีรัศมีกว้างใหญ่ถึง 500 กิโลเมตร และด้วยความเร็วลมสูงถึง 195 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ส่งอิทธิพลถึงบริเวณภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์อย่างหนัก 

 


ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ต้องเจอกับพายุโซนร้อนและพายุไต้ฝุ่นรวมไม่ต่ำกว่า 20 ลูกเป็นประจำทุกปี เมื่อปลายปีที่แล้ว พายุไต้ฝุ่น “โคนี” เป็นไต้ฝุ่นลูกใหญ่ที่สุดที่ถล่มฟิลิปปินส์ ด้วยความเร็วลมสูงสุดถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีผู้เสียชีวิต 25 คนและประชาชนอพยพกว่า 345,000 คน

 


ด้านผู้เชี่ยวชาญอุตุนิยมวิทยานานาชาติ ชี้ว่า จากความรุนแรงที่เห็นได้จากซูรีแก ซึ่งเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกแรกของปีนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนระบุว่า พายุรุนแรงในระดับที่เรียกว่าไต้ฝุ่น เฮอริเคน หรือไซโคลน เรียกแตกต่างไปแล้วแต่สถานที่เกิดพายุในโลก จะมีความรุนแรงมากขึ้น และจำนวนมากขึ้นด้วยในปีนี้ เนื่องจากปัญหาโลกร้อน หรือปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

 



ภาพ: Reuters

 

 

ข่าวเกี่ยวข้อง :

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง