ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี ประเทศที่ยังค้ากับอิหร่าน ย้ำชัด อิหร่านต้องไร้นิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ฉบับใหม่ ขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศที่ยังคงทำการค้ากับอิหร่าน
คำสั่งดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (6 ก.พ.) ไม่ได้ระบุอัตราภาษีที่ชัดเจน แต่ยกตัวอย่างอัตราไว้ที่ 25% โดยระบุว่า ภาษีดังกล่าวอาจถูกนำมาใช้กับสินค้าที่นำเข้าไปยังสหรัฐฯ จากประเทศใดก็ตามที่ “ซื้อ นำเข้า หรือได้มาซึ่งสินค้าและบริการจากอิหร่าน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม”
ทรัมป์ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโดยตรงเกี่ยวกับคำสั่งฉบับนี้ แต่ได้ย้ำจุดยืนว่า “อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” ระหว่างให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
คำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่จัดขึ้นในประเทศโอมาน ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดและการข่มขู่ตอบโต้กันจากทั้งสองฝ่ายตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่จะเรียกเก็บภาษี 25% จากประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อต้นปีนี้ โดยเมื่อวันที่ 12 มกราคม เขาเขียนว่า “มีผลบังคับใช้ทันที ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จะต้องจ่ายภาษี 25% สำหรับธุรกิจทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐอเมริกา”
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดว่าภาษีดังกล่าวจะถูกบังคับใช้อย่างไรในทางปฏิบัติ
ทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับล่าสุดนี้เป็นการตอกย้ำสถานการณ์ “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ยังดำเนินอยู่เกี่ยวกับอิหร่าน” และระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจปรับแก้คำสั่งดังกล่าวได้ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า
“ประธานาธิบดีกำลังถือให้อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการแสวงหาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ การสนับสนุนการก่อการร้าย การพัฒนาขีปนาวุธ และการสร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ พันธมิตร และผลประโยชน์ของอเมริกา”
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า ได้คว่ำบาตรองค์กร 15 แห่ง ที่ “มีการซื้อขายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่มีแหล่งกำเนิดจากอิหร่าน”
ทางการอิหร่านยังไม่มีความเห็นตอบโต้ต่อทั้งคำสั่งฝ่ายบริหารและมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว โดยอิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรอย่างกว้างขวางจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอยู่แล้ว จากกรณีโครงการนิวเคลียร์
เตหะรานยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์ของประเทศมีเป้าหมายเพื่อสันติ และปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ระบุว่า อิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 อิหร่านถูกห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินระดับความบริสุทธิ์ 3.67% ซึ่งเป็นระดับที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ และถูกห้ามไม่ให้ทำการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่โรงงานฟอร์โด เป็นเวลา 15 ปี
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงดังกล่าวในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก เมื่อปี 2018 โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงไม่สามารถปิดเส้นทางสู่อาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างเพียงพอ และได้รื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจอิหร่าน
มาตรการเหล่านี้ ซึ่งครอบคลุมภาคการส่งออกน้ำมัน การเดินเรือ และระบบธนาคาร รวมถึง “มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ” ต่อประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการฝ่าฝืนข้อจำกัดภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ
เมื่อปีที่แล้ว สหประชาชาติได้รื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทหาร หลังจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี กล่าวหาอิหร่านว่า “ยังคงยกระดับโครงการนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง” และขาดความร่วมมือ
แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรในหลายภาคส่วน แต่ยังมีมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกที่ทำการค้ากับอิหร่าน โดยคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดคือจีน ซึ่งในช่วงปีถึงเดือนตุลาคม 2025 จีนซื้อนำเข้าสินค้าจากอิหร่านมูลค่ากว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจาก Trade Data Monitor ที่อ้างอิงสถิติทางการของอิหร่าน
รองลงมาคืออิรัก ซึ่งนำเข้าสินค้าจากอิหร่านมูลค่า 10,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และตุรกีก็เป็นลูกค้ารายสำคัญเช่นกัน โดยมูลค่าการส่งออกจากอิหร่านไปตุรกีเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 4,700 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 7,300 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
