แห่ลงทุนสตาร์ทอัป "ป้องกันประเทศ" เขี้ยวเล็บกองทัพสหรัฐฯ

บริษัท Saronic Technologies สตาร์ทอัปสัญชาติสหรัฐฯ ผู้พัฒนาเรือไร้คนขับ เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บริษัทสามารถปิดการระดมทุนรอบใหม่ ที่มูลค่า 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมี บริษัทร่วมลงทุนอย่าง Kleiner Perkins เป็นผู้นำการลงทุน พร้อมด้วยนักลงทุนรายใหม่อีกหลายรายที่เข้าร่วม
การระดมทุนครั้งนี้ ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า แตะที่ระดับ 9,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการระดมทุนครั้งก่อนหน้า คือในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 ที่เคยระดมทุนได้ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีมูลค่าธุรกิจอยู่ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์
สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ กำลังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า ช่วงปีที่ผ่านมา มูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีด้านกลาโหมหลายแห่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นว่าจะปรับทิศทางงบประมาณ เพื่อสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัปเหล่านี้ให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมาย เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้กับกำลังพลในสนามรบ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและใช้เวลาสั้นกว่าผู้รับเหมารายใหญ่แบบดั้งเดิม
ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มเดียวกัน เช่น Anduril Industries ผู้พัฒนาโดรนและซอฟต์แวร์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งได้รับความนิยมจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าธุรกิจเป็น 2 เท่า แตะที่ระดับ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อการระดมทุนรอบล่าสุดนี้ปิดตัวลง ซึ่งมูลค่าดังกล่าว สูงกว่าบริษัทต่อเรือรายใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ อย่าง Huntington Ingalls Industries ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทฯ อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีพนักงานราว 44,000 คน
สำหรับ Saronic เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ประกาศมอบสัญญาการผลิตมูลค่า 392 ล้านดอลลาร์ ให้กับ Saronic เพื่อผลิตเรือ Corsair ขนาด 24 ฟุต หรือราว 7.3 เมตร ซึ่งปัจจุบันโรงงานของบริษัทในเมือง Austin สามารถผลิตเรือรุ่นนี้ได้ในอัตราหลายพันลำต่อปี
นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายสายผลิตของกองเรือ ตั้งแต่รุ่น Corsair ไปจนถึง Marauder ที่มีขนาด 180 ฟุต และจะต่อยอดไปไกลกว่านั้น พร้อมทั้งจะสำรวจการพัฒนาอาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทะเล ทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำ เพิ่มเติมในอนาคต
จากการระดมทุนครั้งก่อน บริษัทได้เข้าไปซื้ออู่ต่อเรือในเมือง Franklin, Louisiana เพื่อใช้สำหรับการผลิตเรือ Marauder
ส่วนเงินที่ได้รับจากการระดมทุนรอบล่าสุดนี้ จะถูกนำไปใช้ขยายกำลังการผลิตในโรงงานที่มีอยู่ในรัฐ หลุยเซียนา และเท็กซัส รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ และตามรายงานของ Austin Business Journal ระบุว่า บริษัทยังกำลังพิจารณาสร้างอู่ต่อเรื่อแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อว่า Port Alpha ในรัฐเท็กซัส
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ยังอยู่ระหว่างค้นหาทำเลก่อสร้าง และขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
ด้าน ซีเอ็นบีซี รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีด้านป้องกันประเทศที่มีนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพทางทหารในอนาคต
Dino Mavrookas ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Marauder ให้สัมภาษณ์กับทาง ซีเอ็นบีซี บอกว่า โลกกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการอย่างชัดเจน ไปสู่ระบบไร้คนขับที่สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก และมีต้นทุนต่ำกว่ามาก เมื่อเทียบกับเรือแบบดั้งเดิม
จากปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงพยายามไล่ตามศักยภาพด้านการต่อเรือจำนวนมหาศาลของจีน พร้อมทั้ง เดินหน้าฟื้นฟูความเป็นผู้นำทางทะเล ภายใต้แผนการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยตามนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาคอขวดด้านการเดินเรือ ในช่องแคบ ฮอร์มูซ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีและเครื่องมือรูปแบบใหม่ ๆ เข้าไปใช้ในสงครามยุคใหม่
Mavrookas ระบุเพิ่มเติมว่า เรือของ Saronic สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อกำลังพลของกองทัพในพื้นที่อันตราย และยังช่วยให้สหรัฐฯ ลดช่องว่างด้านความได้เปรียบของจีนลงได้ โดยบริษัทฯ ต้องการช่วยให้สหรัฐฯ กลับไปสู่ระดับการผลิตเรือในปริมาณสูงที่ไม่เคยเห็นมา นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
แนวคิดดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคิดใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับการออกแบบเรือรบ โดยจะต้องปรับโครงสร้างเรือใหม่ เพื่อรองรับการทำงานของระบบไร้คนควบคุมตั้งแต่ต้นแบบ
นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังอยู่ในเส้นทางที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานให้มากขึ้นถึง 5 เท่า ภายใน 12 เดือนข้างหน้า
ซีเอ็นบีซี ยังมีมุมมองที่สอดคล้องกับรายงานของ รอยเตอร์ส ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนจาก ซิลิคอน วัลเลย์ หลั่งไหลเข้าสู่บริษัทเทคโนโลยีด้านกลาโหมจำนวนมาก ซึ่งต้องการเข้ามาแข่งขัน แย่งชิงส่วนแบ่งธุรกิจจากผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่แบบดั้งเดิม อย่างเช่น Lockheed Martin, RTX และ Northrop Grumman
สำหรับ Saronic ล่าสุด ติดอันดับที่ 19 ในรายชื่อของ CNBC Disruptor 50 และเป็นหนึ่งในบริษัทด้านกลาโหมรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากบรรดาบริษัทร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปิตอล) จำนวนมาก
ขณะเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท Shield AI ผู้พัฒนาโดรนไร้คนขับ ก็สามารถระดมทุนได้มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้มูลค่าธุรกิจพุ่งแตะ 12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีด้านกลาโหมอย่าง Palantir Technologies และ Anduril ก็เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบายด้านกลาโหม ภายใต้รัฐบาล ทรัมป์ เช่นกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
