รีเซต

BEC Q3 กำไรต่ำคาด Q4 พรหมลิขิตเรตติ้งดี แต่เม็ดเงินโฆษณาช่องยังไม่โต

BEC Q3 กำไรต่ำคาด Q4 พรหมลิขิตเรตติ้งดี แต่เม็ดเงินโฆษณาช่องยังไม่โต
ทันหุ้น
13 พฤศจิกายน 2566 ( 15:36 )
184
BEC Q3 กำไรต่ำคาด Q4 พรหมลิขิตเรตติ้งดี แต่เม็ดเงินโฆษณาช่องยังไม่โต

#BEC #ทันหุ้น – ผลประกอบการไตรมาส 3 BEC ต่ำกว่า บล.หยวนต้าคาดการณ์ ส่วนไตรมาส 4 คาดว่าดีขึ้น ละครดังพรหมลิขิตช่วยเรียกโฆษณา แต่ภาพรวมโฆษณาช่องคาดทรงตัว

 

BEC รายงานกำไรสุทธิ 3Q66 ที่ 38 ล้านบาท -49%Q0Q -66%Y0Y กำไรต่ำกว่าประมาณการของบล.หยวนต้าที่ 20% จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่าคาด รายได้-8% Q0Q ,-14%Y0Y เป็น 1,114 ล้านบาท ตามเม็ดเงินโฆษณาของอุตสาหกรรมทีวีที่ชะลอตัว และบริษัทมีการปรับลดค่าโฆษณาลงเพื่อให้แช่งขันได้ ส่งผลให้รายได้โฆษณา-14%Q0Q และ- 19%YoY เหลือ 919 ล้านบาท

 

ส่วนรายได้เกี่ยวกับการขายลิขสิทธิ์ในไตรมาสนี้ดีขึ้น โดยมีรายได้ 195 ล้านบาท +45%Q0Q, +12%Y0Y โดยมีการจำหน่ายหลายเรื่อง ให้Prime Video ,VIU  รวมถึงได้บรรลุข้อตกลงนำคอนเทนต์ละครกว่า 600 ชั่วโมง ให้ Mediacrop ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ใหญ่สุดของสิงคโปร์

 

ด้านประสิทธิภาพในการทำกำไรลดลงจากผลของรายได้ที่ลดลง และการให้ส่วนลดกับลูกค้ารวมถึงต้นทุนโปรโมทละครที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ EBITDA Margin ปรับลดลงจาก 46.4% ใน 2Q66และ 49.5% ใน 3Q65 เหลือ 40.3%

 

บล.หยวนต้า คาดผลประกอบการใน 4Q66 ฟื้นตัว Q0Q สำหรับรายได้จากโฆษณาคาดทรงตัว Q0Q แม้ว่าละครพรหมลิขิต (ภาคต่อของบุพเพสันนิวาส) ที่เริ่มออกอากาศ 18 ต.ค.จะมีเรทติ้งสูงสุดของปี และเพิ่มรายได้โฆษณาในช่วงที่ออกอากาศ แต่ด้วยเม็ดเงินโฆษณาสื่อทีวีที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ ทำให้ลูกค้ามีการลดโฆษณาช่วงอื่นลง

 

อย่างไรก็ตามไตรมาส4จะได้แรงหนุนจากธุรกิจภาพยนตร์ ซึ่งทางBEC จับมือกับ เอ็ม สตูดิโอ บริษัทลูกของ MAJORในการสร้างยนตร์ ซึ่งมีเข้าฉาย 1 เรื่องคือภาพยนตร์เรื่องธี่หยดโดยได้รับการตอบรับที่ดี เข้าฉาย 2 สัปดาห์ทำรายได้ 400 ล้านบาทเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินเร็วสุดของปี

 

คงคำแนะนำ "TRADING" ผลประกอบการในปี 2566 ชะลอตัวตามอุตสาหกรรมโฆษณาสื่อทีวี บล.หยวนต้าคาดผลประกอบการจะกลับมาเติบโต 46%Y0Y ในปี 2567 ซึ่งคาดอุตสาหกรรมโฆษณาสื่อทีวีจะฟื้นตัว ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ และรายได้จากการขายลิขสิทธิ์จะเพิ่มขึ้น จากแผนในการผลิตคอนเทนส์ใหม่ๆเพิ่ม และขยายฐานโดยการรับจ้างผลิต คงมูลค่าพื้นฐานปี 2567 ที่ 6.19 บาท อิงวิธี DCF ที่ WACC ที่ 8.4% Terminal growth 2%

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง