รีเซต

OR มุ่งวางเกมแห่งอนาคต สต๊อกลอสกด-ไลฟ์สไตล์รุ่ง

OR มุ่งวางเกมแห่งอนาคต สต๊อกลอสกด-ไลฟ์สไตล์รุ่ง
ทันหุ้น
7 สิงหาคม 2569 ( 02:30 )

               บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ประกาศงบไตรมาส 2/2569 พลิกขาดทุนสุทธิ ที่ 1,774 ล้านบาท เทียบไตรมาส 1/2569 ที่มีกำไรพลิกจากกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท ใน 1Q/2569 และกำไรสุทธิ 2,232 ล้านบาท ใน 2Q/2568  หลังโดนกดดันจากค่าการตลาดและขาดทุนของสินค้าคงเหลือตามราคาน้ำมันโลกที่ย่อตัว และอุปสงค์หดตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

               แม้รายได้รวม OR จะสูงแตะ 205,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 16.8% เทียบไตรมาสก่อน (QoQ)  แต่การเติบโตของรายได้มาจากราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้ปริมาณขายรวมจะลดลง 16.2% QoQ เหลือ 5,558 ล้านลิตร 

               ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 53 ล้านบาท ลดลง 98.8% YoY และ 99.3% QoQ เนื่องจากถูกกดดันหลักจากกลุ่ม Mobility ที่ EBITDA ติดลบ 1,249 ล้านบาท และกลุ่ม Global ที่ EBITDA ติดลบ 512 ล้านบาท เนื่องจากมาร์จิ้นต่อลิตรลดลง และมีการบันทึกขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) 

               ทว่ากลุ่ม Lifestyle ยังคงแข็งแกร่ง ทำ EBITDA ได้ 1,993 ล้านบาท โดยคิดเป็น EBITDA Margin อยู่ที่ 30.8% โดยในไตรมาสนี้ Cafe Amazon มีปริมาณจำหน่าย 117 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 5 ล้านแก้ว หรือเพิ่มขึ้น 4.5% นับเป็นยอดจำหน่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์

               สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 OR มีรายได้รวม 381,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% YoY จากราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น  EBITDA 7,153 ล้านบาท ลดลง 35.2% YoY  จากกลุ่มธุรกิจ Mobility และ Global ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวลดลง ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle เพิ่มขึ้น ตามกำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น จากทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ กำไรสุทธิ 640 ล้านบาท ลดลง 90.3% YoY  

@ เดินหน้าสร้างอนาคต

               ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า แม้ว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้จะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก ความผันผวนตลาดพลังงานโลก และต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น แต่ OR ยังคงเดินหน้าลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านพลังงานสะอาด ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตระยะยาว การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในวันนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ OR สามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค สังคม และประเทศในอนาคต

                ในช่วงที่ผ่านมา OR มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการขยายธุรกิจ (Expansion Partnership Agreement) กับบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อขยายร้านอาหาร 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ The Pizza Company, Dairy Queen, The Steak & More และ Chiho Ramen ภายในพื้นที่สถานีบริการและพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ OR เพื่อพัฒนาเป็น Food & Lifestyle Destination รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และเติมเต็ม OR Ecosystem

               รวมถึงการเปิดให้บริการ Café Amazon Experience  แห่งแรกของโลกที่ย่านอารีย์ กรุงเทพฯ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและต่อยอดแบรนด์สู่ Lifestyle Destination OR ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Empowering All Toward Inclusive Growth” ผ่านโครงการสำคัญ เช่น โครงการไทยเด็ด สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชนกว่า 500 ราย เพิ่มโอกาส สร้างรายได้ และยกระดับมาตรฐานสินค้า Café Amazon for Chance เปิดโอกาสให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน

               นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายสถานีชาร์จ EV Station PluZ เปิดบริการแล้ว 1,353 แห่ง รวม 2,979 หัวชาร์จ DC Fast Charge พร้อมพัฒนา EV HUB และ Ultra-Fast Charge (480 kW)

               โดยบริษัทการนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคผ่านฐานสมาชิก 10.2 ล้านราย เพื่อทำ Hyper-targeted Marketing เสนอโปรโมชั่นที่ตรงใจแบบรายบุคคล เพิ่มอัตราการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) และ Cross-selling ระหว่างธุรกิจน้ำมัน กาแฟ ค้าปลีก และบริการการเงินในอนาคต 

               OR ยังเสริมความแข็งแกร่งด้าน Logistics โดยเข้าถือหุ้น 55.41% ในบริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) เพื่อเพิ่มการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคอีสาน ช่วยลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มสัดส่วนเม็ดพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ช่วยลดการใช้พลาสติกใหม่ได้ 1,800 ตันต่อปี

               สำหรับการดำเนินงานในต่างประเทศ OR ได้ทยอยปรับโครงสร้างการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยุติการดำเนินงานของบริษัทย่อยที่ไม่มีการดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว และเวียดนาม ตามแผนบริหารพอร์ตการลงทุน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลัก

               สำหรับทิศทางราคาน้ำมันไตรมาส 3/2569 คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะปรับตัวลดลง QoQ หลังสหรัฐ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและการกลับมาเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ  ส่วนความต้องการใช้น้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงเปราะบางจากภาวะ Demand Destruction ในภาคอุตสาหกรรมและการบิน แต่จะได้แรงหนุนบางส่วนจากช่วงฤดูขับขี่ ในฝั่งตะวันตก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง