น้ำแข็งโลกละลาย เร่งภัยโลกร้อน ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวก่อนสาย

รายงานใหม่ระบุว่าการละลายของธารน้ำแข็งอาจทำให้ขั้วโลกเหนือเคลื่อนที่ได้ถึง 90 ฟุตภายในปี 2100 ส่งผลให้โลกหมุนเหมือนลูกข่างที่ไม่สมดุล และอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางภูมิอากาศอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน การละลายของน้ำแข็งทะเลกำลังเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำในมหาสมุทร และเคมีของน้ำทะเล โดยเฉพาะมลพิษจากแม่น้ำในไซบีเรียที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการเปิดกรีนแลนด์เพื่อธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการเข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุอันมหาศาลของภูมิภาคนี้
น้ำแข็งไม่ได้เป็นเพียงน้ำในรูปแบบของแข็งเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ไครโอสเฟียร์” (Cryosphere) หรือระบบน้ำแข็งของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์และควบคุมอุณหภูมิโลก ระบบนี้ครอบคลุมธารน้ำแข็ง น้ำแข็งขั้วโลก พื้นน้ำแข็งทะเล และดินเยือกแข็งถาวรที่พบในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ปัจจุบันน้ำแข็งครอบคลุมประมาณ 10% ของผิวโลก แต่กำลังละลายอย่างรวดเร็วจากภาวะโลกร้อน นำไปสู่จุดเปลี่ยนที่อาจไม่สามารถย้อนกลับได้
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า น้ำแข็งในแอนตาร์กติกาซึ่งเคยคิดว่าไม่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ กำลังละลายรวดเร็วในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในปี 2023 พื้นที่น้ำแข็งทะเลของแอนตาร์กติกาลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2,000 ปี และในปี 2022 อุณหภูมิในภูมิภาคนี้พุ่งขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 30-40°C ในวันเดียว
ผลกระทบของการละลายน้ำแข็งไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มของระดับน้ำทะเล ซึ่งอาจสูงขึ้นหลายเมตรหากแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์หรือแอนตาร์กติกาหายไป แม้ว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าแม้การสูญเสียน้ำแข็งเพียงบางส่วนก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดน้ำท่วมและการโยกย้ายถิ่นฐานในวงกว้าง
นอกจากนี้ยังมีผลกระทบสำคัญอีกสองประการ ได้แก่ การลดลงของการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์เนื่องจากน้ำแข็งลดลง ทำให้มหาสมุทรดูดซับความร้อนมากขึ้น และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากดินเยือกแข็งในอาร์กติก ซึ่งเดิมเคยเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญของโลก กลับกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนแทน
จากมุมมองของธุรกิจ แม้การละลายน้ำแข็งจะเปิดโอกาสใหม่ เช่น เส้นทางเดินเรือใหม่ การเข้าถึงแหล่งประมงใหม่ และการเข้าถึงทรัพยากรใต้ดิน เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ และพลังงานสะอาด แต่ความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางภูมิอากาศก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน รายงานจาก World Economic Forum ชี้ว่า หากไม่ปรับตัว ธุรกิจเฉลี่ยอาจสูญเสียรายได้ถึง 7% ต่อปีภายในปี 2035 อันเนื่องจากความเสียหายของทรัพย์สิน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
แนวทางที่ธุรกิจควรพิจารณาเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น ได้แก่
- วางแผนสำรองและระบบโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่น
- สนับสนุนการพัฒนารูปแบบจำลองภูมิอากาศที่แม่นยำขึ้น
- สร้างกลยุทธ์การลงทุนที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ
- ทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นในการคิดค้นวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เช่น การฟื้นฟูธรรมชาติหรือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
สุดท้าย แม้เราจะยังมีช่องว่างความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งอีกมาก โดยเฉพาะน้ำแข็งทะเลในแอนตาร์กติกา แต่ข้อมูลจากแกนน้ำแข็งที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่ อาจเปิดเผยความลับของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอดีตและช่วยให้เรารับมือกับอนาคตได้ดียิ่งขึ้น