จีนกำลังสร้างฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน หรือ ‘ไซโล’ แห่งที่ 2 กลางทะเลทราย

จีนกำลังสร้างฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน หรือ ‘ไซโล’ แห่งที่ 2 กลางทะเลทราย
TNN World
29 กรกฎาคม 2564 ( 09:28 )
37
จีนกำลังสร้างฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน หรือ ‘ไซโล’ แห่งที่ 2 กลางทะเลทราย
Editor’s Pick: จีนกำลังสร้างฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน หรือ ‘ไซโล’ แห่งที่ 2 กลางทะเลทราย ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ
 
 
สมาคมนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน หรือ FAS เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ พร้อมภาพถ่ายดาวเทียม แสดงให้เห็น ฐานยิงบนทะเลทรายในเขตปกครองตนเองซินเจียง พร้อมประเมินขนาดพื้นที่แล้วว่า จะสร้างแท่นยิงฯ ได้มากถึง 110 แท่น
 
 
รายงานระบุว่า ฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินนี้ ถือเป็นแห่งที่ 2 แล้วที่จีนกำลังสร้าง เพราะปัจจุบัน จีนเดินหน้าสร้างไซโลยิงขีปนาวุธใต้ดินอีกแห่งที่มณฑลกานซู ซึ่งอยู่ใกล้กัน โดยมีศักยภาพบรรจุแท่นยิงถึง 120 แท่น รวมเป็นแท่นยิงขีปนาวุธใต้ดิน 250 แท่น (รวมกับที่สร้างเสร็จแล้ว 20 แท่น)
“นี่ถือเป็นการขยายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งหนึ่ง” รายงานของ FAS ระบุ
 
 
 
 
ไม่ใช่แท่นยิงขีปนาวุธ มันคือฟาร์มพลังลม?
 
 
ก่อนหน้านี้ สื่อของรัฐบาลจีนพยายามปฏิเสธรายงานถึงแท่นยิงขีปนาวุธใต้ดินในมณฑลกานซูมาแล้ว โดยอ้างว่าเป็นแหล่งผลิตพลังงานลมเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลจีน ก็ไม่เคยระบุชัดว่า เป็นฐานยิงฯ จริง หรือวินด์ฟาร์ม (Wind Farm)
 
 
อดัม หนี่ ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายจีนในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย วิเคราะห์ว่า การค้นพบฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินครั้งนี้ “เป็นหลักฐานที่ค่อนข้างแน่ชัดว่า จีนตั้งใจขยายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์...และด้วยความเร็วที่เกินกว่าที่นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ไว้”
 
 
หลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนมีฐานยิงขีปนาวุธใต้ดิน 20 แท่น สำหรับขีปนาวุธข้ามทวีปที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงเหลว ชื่อว่า DF-5 แต่มาเวลานี้ ดูเหมือนจีนกำลังสร้างเพิ่มอีก 10 เท่า และสร้างเพื่อบรรจุขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เรียกว่า DF-41
 
 
“โครงการฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินของจีน ถือเป็นการก่อสร้างฐานยิงฯ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นับแต่โครงการไซโลใต้ดินของสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น” รายงานระบุ
 
 
“จำนวนการสร้างไซโลใต้ดินของจีนตอนนี้ ล้ำหน้าจำนวนขีปนาวุธข้ามทวีปที่บรรจุในแท่นยิงของรัสเซียเสียอีก และเกือบมากกว่าครึ่งหนึ่งของคลังแสงขีปนาวุธข้ามทวีปของสหรัฐฯ ไปแล้ว”
 
 
 
 
จีนไม่คงเพดานขั้นต่ำแล้ว แต่มุ่งแข่งกับสหรัฐฯ-รัสเซีย
 
 
รายงานฉบับนี้ ก่อให้เกิดคำถามว่า จีนจะยึดมั่นในข้อตกลงภายใต้ ‘สนธิสัญญาห้ามการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์’ หรือ NPT ที่ 189 ประเทศลงนาม หรือไม่ โดยจีนลงนามในสนธิสัญญา หลังจุดชนวนระเบิดปรมาณูครั้งแรกในช่วงปี 1960s
 
 
ภายใต้สนธิสัญญานี้ จีนคงเพดานจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (Minimum Deterrance) มาโดยตลอด
 
 
สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม ประเมินว่า จีนมีหัวรบนิวเคลียณ์ราว 350 ลูก ซึ่งถือว่ายังน้อยกว่าของสหรัฐฯ 5,550 ลูก และรัสเซีย 6,255 ลูก
 
 
แต่จำนวนหัวรบนิวเคลียร์จีน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จาก 145 ลูกในปี 2006 ขณะที่ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า คลังแสงหัวรบนิวเคลียร์จีนจะเพิ่มขึ้น “อย่างน้อยสองเท่า” ในอีก 10 ปีข้างหน้า
 
 
 
 
จีนจะมีอาวุธนิวเคลียร์ 600 ลูก!
 
 
ทั้งนี้ หากรวมแท่นยิงขีปนาวุธใต้ดิน 250 แท่นที่จีนกำลังสร้างอยู่นี้ (20 แห่งเสร็จแล้ว) จะหมายความว่า จีนมีอาวุธนิวเคลียร์เกิน “การป้องปรามทางนิวเคลียร์ขั้นต่ำ” ภายใต้สนธิสัญญา NPT และสะท้อนว่า จีนอาจกำลังมุ่งแข่งขันสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อทัดเทียมอริศัตรู ในที่นี้คือสหรัฐฯ
 
 
ดรูว์ ทอมป์สัน อดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอนของสหรัฐฯ ชี้ว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จีนเสริมแสนยานุภาพอาวุธนิวเคลียร์หลายด้าน ทั้งเครื่องยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่ภาคพื้นดิน เครื่องบินทิ้งระเบิดที่รองรับอาวุธนิวเคลียณ์รุ่น H-6, ขีปนาวุธติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้สำหรับยิงจากเรือดำน้ำ และแท่นยิงขีปนาวุธใต้ดินอีกมาก
 
 
โฆษกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่ออ่านรายงานฉบับนี้แล้ว ก็ยอมรับว่า เป็นพัฒนาการที่ “น่าวิตก” และก่อให้เกิดคำถามถึงความตั้งใจของจีน
 
 
ผู้เขียนรายงานของ FAS มองว่า การเสริมคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ของจีน ด้วยการก่อสร้างแท่นยิงขีปนาวุธใต้ดิน น่าจะทำให้ความตึงเครียดทางทหารบาดลึกลงไปอีก ท่ามกลางความหวาดกลัวและวิตกกังวลถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของจีน ไม่เพียงเท่านั้น จีนและรัสเซีย แทนที่จะปลดประจำการอาวุธนิวเคลียร์ลงไปอีก ก็อาจนำอาวุธนิวเคลียร์ที่ปลดประจำการไป กลับมา ‘พร้อมใช้งาน’ อีกครั้ง เพื่อคานอำนาจนิวเคลียร์กับจีน
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง