รีเซต

สื่อสับ “ฮอนด้า” เท EV คือทิ้งอนาคต ในขณะที่ฮอนด้าชี้ EV ตอนนี้ไม่คุ้มทุน - ใช้ไฮบริดนำทัพช่วงเปลี่ยนผ่าน

สื่อสับ “ฮอนด้า” เท EV คือทิ้งอนาคต ในขณะที่ฮอนด้าชี้ EV ตอนนี้ไม่คุ้มทุน - ใช้ไฮบริดนำทัพช่วงเปลี่ยนผ่าน
TNN ช่อง16
16 มีนาคม 2569 ( 13:27 )

เทคครันช์ (TechCrunch) สื่อด้านเทคโนโลยีและการลุงทนชื่อดังในสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของฮอนด้า (Honda) หลังประกาศการปรับกลยุทธ์การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าใหม่ว่าเป็นการฆ่าอนาคตของบริษัทตัวเอง และยังวิจารณ์เดือดว่าการโทษมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และตลาดจีนเป็นการกลบปัญหาว่าฮอนด้าไม่เคยมีกลยุทธ์การพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ดีตั้งแต่แรก

2 อย่างที่ฮอนด้าจะตกขบวนหลังปรับกลยุทธ์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮอนด้าประกาศยุติการพัฒนา Acura RDX ไฟฟ้า และ Honda 0 (ฮอนด้า เซโร่/ซีโร่) ทั้งรุ่นซีดานและเอสยูวี ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ฮอนด้าออกแบบและผลิตขึ้นเองทั้งหมดรุ่นแรกของบริษัท อีกทั้งยังอาจจะหยุดการผลิต โพรล็อก (Prologue) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ที่ออกแบบและผลิตโดย GM เกือบทั้งหมด

โดยสาเหตุการยกเลิกนั้น ฮอนด้าชี้ว่า มาจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาไม่ได้ขยายตัวมากนัก จากมาตรการภาษี และมาตรการสำหรับรถยนต์สันดาปที่ผ่อนคลายมากขึ้น 

รวมถึงการทุ่มทุนไปแข่งในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของฮอนด้าในเอเชียโดยเฉพาะจีนทำให้กำไรลดลง เพราะผู้บริโภคหันไปเน้นรถยนต์ที่เน้นซอฟต์แวร์และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ภายในรถ ต่างจากฮอนด้าที่ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ไดนามิกการขับขี่ และพื้นที่ภายในห้องโดยสาร

แต่ ทิม เดอ แชนท์ (Tim De Chant) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ด้านสภาพภูมิอากาศของ TechCrunch ชี้ว่า การโทษสาเหตุจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการแข่งขันจากจีน แม้จะเป็นเป้าหมายที่โจมตีได้ง่าย แต่ที่จริงแล้วบริษัทไม่เคยมีกลยุทธ์ด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ได้ผลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

และการปรับแก้ 2 ปัจจัย โดยการระงับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และโยกทรัพย์สินและเงินทุนไปพัฒนารถไฮบริด จะทำให้ฮอนด้ากำลังอยู่ในช่วงล้าหลัง ตกกระแสการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดถึง 2 ด้าน พร้อม ๆ กัน ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และรถยนต์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicle: SDV)


สิ่งแรกที่ฮอนด้าจะตกขบวน: รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ทิม เดอ แชนท์ วิเคราะห์ว่า ฮอนด้าอาจใช้แนวทางรอการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มนำระบบมอเตอร์และแบตเตอรี่มาติดตั้งในตัวถังแทนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบสันดาป

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจะทำให้ฮอนด้าสูญเสียความสามารถในการออกแบบและพัฒนา ขาดความเข้าใจปัญหาและอุปสรรรคในการสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เช่นเดียวกับฟอร์ด (Ford) ที่ทำ Mustang Mach E ที่ดัดแปลงจากแพลตฟอร์มรถสันดาป โดยขาดความเข้าใจการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส่งผลให้ขาดทุนมหาศาล แม้ว่าจะประสบความสำเร็จด้านยอดขายก็ตาม

รวมถึงพลาดโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และห่วงโซ่อุปทานในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และที่สำคัญที่สุด ฮอนด้าจะพลาดโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นที่สำคัญจากลูกค้า ว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่ากับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ฮอนด้าอย่างแท้จริง

สิ่งที่ 2 ที่ฮอนด้าจะตกขบวน: รถยนต์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (SDV)

ทิม เดอ แชนท์ วิเคราะห์ด้วยว่า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SDV) ซึ่งสามารถอัปเกรดและปรับปรุงความสามารถรถยนต์ให้ดีขึ้นหลังจากซื้อไปใช้ เช่นรถยนต์ของเทสลา (Tesla) รวมถึงแบรนด์จีนหลายค่าย กำลังจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์

และแม้ว่ารถยนต์ SDV จะไม่จำเป็นต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่การใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงและระบบต่าง ๆ ที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้รถยนต์ SDV มักใช้พลังงานไฟฟ้าควบคู่กันไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ฮอนด้าที่เลือกเส้นทางไฮบริดและเน้นกำไรระยะสั้น และยังไม่เห็นความคืบหน้าในรถยนต์ SDV อย่างมีนัยยะสำคัญ ก็จะไม่สามารถพัฒนารถยนต์ SDV ได้ด้วยเช่นกันในมุมมองของ ทิม เดอ แชนท์

อนาคตของฮอนด้าคือต้องพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตัวเอง ?

ทิม เดอ แชนท์ มองว่า จุดแข็งของแบรนด์ฮอนด้า คือความน่าเชื่อถือและการออกแบบรถมาเพื่อผู้ขับขี่โดยเฉพาะ โดยมีราคาไม่แพง แต่ 2 จุดแข็งหลักนี้กำลังสั่นคลอนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทั้งราคาเอื้อมถึงได้ และยังสามารถขับขี่ด้วยตัวเองได้มากขึ้น

ทิม เดอ แชนท์ ใช้รายงานผลประกอบการของฮอนด้าในประเทศจีน ที่ระบุว่า “ฮอนด้าไม่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่ากว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง” ส่งผลให้บริษัทขาดทุนเกือบ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 520,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา เป็นข้อยืนยันบทวิเคราะห์ของตนเอง

ทั้งนี้ เมื่อมองจากมุมมองตลาดสหรัฐอเมริกา คริสโตเฟอร์ ริชเตอร์ นักวิเคราะห์ยานยนต์จาก CLSA ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) ว่า ผู้ผลิตรถยนต์อย่างฮอนด้า ควรจะชะลอการลงทุน EV ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มกลับมามีอำนาจอีกครั้งแล้วด้วยซ้ำ

แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในบทความของ Reuters เห็นตรงกันว่า ฮอนด้ากำลังเจอปัญหารุนแรงในตลาดรถยนต์จีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกำลังมีสัญญาณว่ารถยนต์ซอฟต์แวร์ หรือ SDV มีทิศทางการเติบโตชัดเจน สวนทางกับฮอนด้าที่ไม่มีความชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยี SDV ของตัวเอง 

ทั้งนี้ ฮอนด้าในปัจจุบันเหลือการพัฒนา SDV ที่ชัดเจนที่สุด คือบริษัทร่วมทุนกับโซนี่ (Sony) ในนามบริษัท Sony Honda Mobility ภายใต้แบรนด์รถอะฟีลา (AFEELA) ที่ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงในการลงทุนเช่นกัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง