รีเซต

สงบศึก "Google-Tesla" สกัดไฟแพง พิษตะวันออกกลาง

สงบศึก "Google-Tesla" สกัดไฟแพง พิษตะวันออกกลาง
TNN ช่อง16
16 มีนาคม 2569 ( 12:03 )
9

ความร่วมมือที่ดูเหมือนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ระหว่าง Google  และ Tesla แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ ความกังวลต่อค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา ทำให้ทั้งสอง บริษัทฯ ต้องมองหาทางเลือกใหม่ในการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ 

รายงานของ ฟอร์จูน ระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึงปี 2025 ค่าไฟในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 30 และไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง ยิ่งไปกว่านั้น ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังคุกคามอุปทานน้ำมันโลก รวมถึง ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก Data Center ยิ่งกดดันให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และทำให้ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจาก Google  และ Tesla แล้ว ยังมีบริษัทอื่นเข้าร่วมด้วย เช่น Carrier ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทำความเย็น และ HVAC, Verrus ผู้พัฒนาโครงสร้าง Data Center, Span ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปด้านแผงไฟฟ้า รวมถึง Renew Home และ Sparkfund ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงาน ทั้งหมดนี้ รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรใหม่ ภายใต้ชื่อ Utilize 

เพื่อพัฒนาแนวทางบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ โดยมุ่ง ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ และการจัดการการใช้ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด

กลุ่มพันธมิตรนี้ เชื่อว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เกิดจากการใช้โครงข่ายไฟฟ้าได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เห็นได้จากผลการศึกษาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าในภูมิภาค 22 แห่ง ของนักวิจัยจาก Duke University พบตัวเลขที่น่ากังวล ที่ว่า ระบบไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้กำลังการผลิตเพียงร้อยละ 53 ของกำลังการผลิตทั้งหมด และเชื่อว่าการใช้แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และแหล่งพลังงานที่กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ อาจเป็นทางออกสำคัญของปัญหาพลังงานในขณะนี้

Ian Magruder ผู้อำนวยการบริหาร Utilize กล่าวว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด แต่ในความเป็นจริง กลับถูกใช้งานไม่เต็มที่ (ไม่เต็มศักยภาพ) ซึ่งเหมือนกับการสร้างเครื่องบิน ที่มีผู้โดยสารเต็มลำเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี จะเห็นได้ว่า มีศักยภาพส่วนเกินนี้อยู่ ที่ยังไม่ได้ใช้มันอย่างเต็มที่ ดังนั้น การมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเปิดโอกาสให้สามารถนำศึกยภาพที่ซ่อนอยู่ มาใช้ได้มากขึ้น

ด้าน Colby Hastings ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพลังงานที่อยู่อาศัยของ Tesla กล่าวว่า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และแหล่งพลังงานที่กระจายตัวอยู่ใกล้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การใช้โครงข่ายไฟฟ้าอย่างชาญฉลาดมากขึ้นนั้น จะสามารถช่วยลดต้นทุนได้ เทคโนโลยีเหล่านี้ สามารถช่วยตอบสนองความต้องการพลังงานในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในการสร้างโรงไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายไฟฟ้า

หากเพียงมีนโยบายที่เหมาะสม เทคโนโลยีเหล่านี้ ก็จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค และทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงมากขึ้น 

ฟอร์จูน รายงานเพิ่มเติมว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้ง Google และ Tesla ที่มีการลงทุนอย่างมากใน Data Center เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับ เอไอ เพียงหนึ่งแห่ง ที่มีเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อย 5,000 เครื่อง มีการใช้ไฟฟ้าใน 1 ปี เทียบเท่ากับการใช้ไฟของครัวเรือนประมาณ 100,000 หลัง 

และตามการวิเคราะห์ของ บลูมเบิร์ก ยังพบว่า ระหว่างปี 2020-2025 การขยายตัวของ Data Center ทำให้ต้นทุนพลังงานของผู้บริโภคในบางเมือง ที่อยู่ใกล้เคียง เพิ่มขึ้นถึงมากกว่า 267%  โดยในปี 2024 ศูนย์ข้อมูลคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯ และคาดว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในปี 2030 เมื่อศูนย์ข้อมูลขยายตัวเพื่อรองรับการใช้งาน เอไอ ที่เพิ่มขึ้น 

โดยกลุ่ม Utilize เตรียมเผยแพร่งานวิจัยฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำโดย The Brattle Group บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์พลังงาน ซึ่งระบุว่า ชาวอเมริกันอาจสามารถประหยัดค่าไฟได้สูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปี หากมีการปรับปรุงและบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้า ตามแนวทางที่เสนอ

สำหรับ กลุ่ม Utilize ถูกออกแบบให้ ไม่ฝักใฝ่การเมือง และมุ่งเน้นการทำงานในระดับรัฐ โดยมีแผนจะทำงานร่วมกับ ผู้ว่าการรัฐ สภานิติบัญญัติของรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงบริษัทสาธารณูปโภคด้านพลังงาน เพื่อผลักดันการใช้โครงข่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ความคืบหน้าครั้งแรกของกลุ่ม อาจเกิดขึ้นในรัฐ Virginia ซึ่งมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเพิ่มการใช้โครงข่ายไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสมาชิกบางรายของกลุ่มให้การสนับสนุน ปัจจุบัน ร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภาของรัฐแล้ว และกำลังรอการลงนามจากผู้ว่าการรัฐ ขณะเดียวกัน ก็กำลังพยายามผลักดันกฎหมายในลักษณะเดียวกันในรัฐอื่นๆ ของสหรัฐฯ อีกด้วย 

ทั้งนี้ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ยังถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Tesla ในธุรกิจ Robotaxiซึ่งกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในตลาดสหรัฐฯ

ปัจจุบัน Waymo ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับของ อัลฟาเบต มีความได้เปรียบด้านการให้บริการ โดยปี 2026 สามารถเปิดให้บริการโรโบแท็กซี่แล้วใน 10 เมืองของสหรัฐฯ และยังมีแผนขยายบริการไปยังเมืองอื่นเพิ่มเติมในช่วงต่อไป ขณะที่ Tesla เริ่มเปิดตัวบริการโรโบแท็กซี่แบบจำกัดพื้นที่ในเมือง Austin รัฐ Texas เมื่อปีที่แล้ว และมีแผนขยายบริการไป อย่างน้อย 9 เมืองภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เพื่อเร่งแข่งขันในตลาดรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง