รีเซต

อินเดีย หยุดซื้อ “ทองคำ” ห่วงเงินไหลออก

อินเดีย หยุดซื้อ “ทองคำ” ห่วงเงินไหลออก
TNN ช่อง16
15 พฤษภาคม 2569 ( 13:14 )
7

“อินเดีย” ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำและเงินเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 15 จากเดิมเก็บที่ร้อยละ 6 โดยแบ่งการจัดเก็บภาษีเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาษีศุลกากรพื้นฐานที่อัตราร้อยละ 10 และภาษีนำเข้าทองคำและเงินอีกร้อยละ 5 ซึ่งเน้นย้ำถึงความกังวลอย่างจริงจังของรัฐบาลเกี่ยวกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน


ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ออกมาเตือนให้ประชาชนระงับการซื้อทองคำเป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากการซื้อทองคำจากต่างประเทศส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง ท่ามกลางภาวะสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และยังทำให้เกิดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี ขณะเดียวกัน ผู้นำอินเดียยังเรียกร้องให้ประชาชนเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ทำงานจากที่บ้าน และใช้รถร่วมกันเพื่อประหยัดน้ำมัน 


ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าทองคำของอินเดียในปีงบประมาณ 2568/2569 แตะระดับ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.1 เมื่อเทียบกับ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ถึงแม้ว่าปริมาณการนำเข้าทองคำในปีงบประมาณ 2568/2569 จะลดลงเหลือ 721 ตัน จาก 757 ตันในปีก่อนหน้า แต่การที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นร้อยละ 40 ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าทองคำโดยรวมสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์


อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปีงบประมาณ 2558/2559 ถึงปีงบประมาณ 2568/2569 มูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดของอินเดียเพิ่มขึ้นจาก 3.81 แสนล้านดอลลาร์ อยู่ที่ 7.75 แสนล้านดอลลาร์ โดยสัดส่วนการนำเข้าทองคำเมื่อเทียบกับการนำเข้าทั้งหมดจะอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 6-8 แต่ในปีงบประมาณ 2568/2569 สัดส่วนการนำเข้าทองคำกลับพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.3 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ


ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council-WGC) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน ระบุว่า สำหรับปีนี้ ในแง่ปริมาณการนำเข้าทองคำเฉลี่ยรายเดือนของอินเดียอยู่ที่ 83 ตันในช่วง 2 เดือนแรก เพิ่มขึ้นจากในปีที่แล้วที่นำเข้าเฉลี่ย 53 ตัน ซึ่งการนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้แรงหนุนจากความต้องการลงทุนที่แข็งแกร่งในช่วงเดือนมกราคม ส่วนในแง่ของมูลค่า ความต้องการบริโภคทองคำของอินเดียในไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ 

แต่ความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้รายจ่ายในการนำเข้าของอินเดียสูงขึ้น จากเดิมที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้วเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับขึ้น และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการขนส่งสินค้าต่าง ๆ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าสุทธิ และเผชิญภาวะขาดดุลการค้ามากกว่า 3.3 แสนล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากกว่า 2.8 แสนล้านดอลลาร์ ในปีก่อนหน้า 


โดยในปีงบประมาณ 2568/2569 อินเดียนำเข้า “น้ำมัน” และ “ทองคำ” มากที่สุด ซึ่งการนำเข้าสินค้าทั้ง 2 รายการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ ในส่วนของการนำเข้าน้ำมันดิบ อินเดียเป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและสหรัฐฯ มูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดียระหว่างเดือนเมษายนปีที่แล้วถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.23 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนการนำเข้ามากที่สุด ส่วนการนำเข้าทองคำตามมาในอันดับ 2 ตัวเลขการนำเข้าทองคำในปีงบประมาณ 2568/2569 มีมูลค่าราว 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นประเทศที่นำเข้าทองคำมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนเท่านั้น 


นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นประเทศผู้นำเข้าปุ๋ยยูเรียรายใหญ่สุดของโลก จากการวิเคราะห์ของ S&P Global พบว่า อินเดียนำเข้าปุ๋ยชนิดนี้ประมาณ 10 ล้านตันเมื่อปีที่แล้ว และข้อมูลของบริษัทประกันภัยการเดินทาง ACKO พบว่า ชาวอินเดียใช้จ่ายเงินในการเดินทางไปต่างประเทศราว 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2566-2567 ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พบว่า ในปี 2567 มีชาวอินเดียประมาณ 30.9 ล้านคนเดินทางออกจากประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 27.9 ล้านคนในปี 2566


ในบรรดาค่าใช้จ่ายดังกล่าว น้ำมันและปุ๋ยเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดได้ยาก เนื่องจากการนำเข้าพลังงานมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ปุ๋ยก็มีความสำคัญต่อภาคการเกษตร ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนในอินเดียพึ่งพาการเกษตร และยังส่งผลต่อการจัดหาอาหาร จึงเหลือเพียงทองคำและการเดินทางไปต่างประเทศเท่านั้นที่สามารถปรับลดลงได้ แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าชาวอินเดียจะตอบรับคำเรียกร้องของผู้นำประเทศหรือไม่ เพราะเมื่อย้อนไปในอดีต แนวทางดังกล่าวก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ อย่างเมื่อปี 2510 นายกรัฐมนตรีอินทิรา คานธี ก็เคยเรียกร้องให้ประชาชนลดการซื้อทองคำ เนื่องจากการนำเข้าทำให้เงินตราต่างประเทศลดลง แต่ก็ไม่ได้ผล ทั้งนี้ ชาวอินเดียมีความผูกพันกับทองคำอย่างมาก ทั้งใช้ในเทศกาลทางศาสนา พิธีแต่งงาน การส่งต่อมรดกจากรุ่นสู่รุ่น การเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และเป็นเครื่องชี้วัดฐานะ ซึ่งทำให้ทองคำเป็นมากกว่าการลงทุน


การนำเข้าน้ำมัน ทองคำ และปุ๋ยในปริมาณมาก ประกอบกับการใช้จ่ายของชาวอินเดียในต่างประเทศ ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดียลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลมีความกังวล โดยข้อมูลจากธนาคารกลางอินเดีย ระบุว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดีย ณ วันที่ 1 พฤษภาคม อยู่ที่ 6.91 แสนล้านดอลลาร์ ลดลง 7.79 พันล้านดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 1.12 จากสิ้นเดือนมีนาคม และลดลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะปะทุขึ้น 1 วัน โดยทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดียขณะนั้นอยู่ที่ราว 7.28 แสนล้านดอลลาร์


กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (current account deficit-CAD) ซึ่งสะท้อนการที่อินเดียมีรายจ่ายรวมมากกว่ารายรับ มีแนวโน้มจะอยู่ที่ 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ อินเดียจ่ายเงินดอลลาร์ในการนำเข้าน้ำมันและทองคำ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้เงินรูปีอ่อนค่าลง ยิ่งทำให้การนำเข้าสินค้าจำเป็นอื่น ๆ มีราคาสูงขึ้น และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น


“วิศรุต รานา” นักเศรษฐศาสตร์ประจำเอเชีย-แปซิฟิกของ S&P โกลบอล เรตติงส์ มองว่า การลดการนำเข้าทองคำจะช่วยลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าทองคำนั้นสูงมาก แต่ประเด็นหลักยังอยู่ที่ต้นทุนพลังงาน เพราะตราบเท่าที่ต้นทุนพลังงานยังสูงอยู่ แรงกดดันต่อเงินรูปีจะยังคงอยู่ต่อไป

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ที่ถือครองปริมาณทองคำสำรองมากที่สุดในโลก ข้อมูลจากสภาทองคำโลกในเดือนเมษายน ระบุว่า สหรัฐฯ ครองตำแหน่งประเทศที่ถือครองทองคำสำรองมากสุดในโลกอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดถือครองทองคำสำรองประมาณ 8,133.46 ตัน แม้ว่าความต้องการทองคำในสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงในไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากเงินไหลออกจากกองทุน ETF ที่อิงกับทองคำในเดือนมีนาคม ท่ามกลางความระมัดระวังของนักลงทุน แต่ความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสงครามยังคงหนุนการลงทุนในทองคำโดยรวม


อันดับ 2 ได้แก่ “อิตาลี” ที่ถือครองทองคำในทุนสำรอง 2,451.84 ตัน ตามด้วย “จีน” ในอันดับ 3 ถือครองทองคำ 2,313.46 ตัน ส่วนอันดับ 4 “รัสเซีย” ถือครองทองคำ 2,304.75 ตัน และอันดับ 5 คือ “อินเดีย” ถือครองทองคำ 880.52 ตัน โดยความต้องการด้านการลงทุนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแรงซื้อทองคำในอินเดีย


รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำในอินเดีย ไตรมาสแรกปี 2569 ของสภาทองคำโลก ระบุว่า ความต้องการทองคำในอินเดียด้านปริมาณอยู่ที่ 151 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนในแง่ของมูลค่าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 เมื่อเทียบรายปี โดยความต้องการด้านการลงทุนเป็นตัวหลักขับเคลื่อนการเติบโต อยู่ที่ 82 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 52 เมื่อเทียบรายปี แซงหน้าความต้องการเครื่องประดับ ทองคำแท่งและเหรียญทอง ทั้งนี้ สัดส่วนความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนคิดเป็นร้อยละ 54.3 ของความต้องการทองคำทั้งหมด จากปกติที่มีสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของความต้องการทองคำทั้งหมด


น่าสนใจว่า ในขณะที่รัฐบาลพยายามขอความร่วมมือประชาชนให้งดซื้อทองคำ แต่ธนาคารกลางอินเดียยังคงตุนทองคำเพิ่มขึ้นในการถือครองทุนสำรองระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ที่เพิ่มกำลังซื้อทองคำ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนและลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ไม่ให้มากเกินไป  


ข้อมูลจากสภาทองคำโลก ชี้ว่า ธนาคารกลางอินเดียถือครองทองคำทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 880 ตัน นับตั้งแต่กลางปี 2568 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในเดือนมีนาคม ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 17 ในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งนี่สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทองคำท่ามกลางราคาทองคำที่สูงขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง