รีเซต

สทนช.เตือน “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปลายปี 69 เสี่ยงน้ำหายสูงสุด 39% หวั่น EEC ขาดแคลนน้ำ

สทนช.เตือน “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปลายปี 69 เสี่ยงน้ำหายสูงสุด 39%  หวั่น EEC ขาดแคลนน้ำ
TNN ช่อง16
15 มิถุนายน 2569 ( 12:00 )
4

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนเฝ้าระวังสถานการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเตือนทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อสำรองน้ำไว้รองรับฤดูแล้งในปีหน้า โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามและประเมินสถานการณ์สภาพภูมิอากาศ พบว่ามีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทวีความรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2570

สภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ลดลงจากค่าปกติได้สูงสุดถึงร้อยละ 39 ขณะเดียวกันในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการจัดเก็บน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในฤดูแล้งปี 2570

นายไพฑูรย์กล่าวว่า พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นฐานการผลิตและการลงทุนสำคัญของประเทศ และมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

สำหรับสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 พบว่ามีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำคิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุอ่างรวมทั้งหมด แม้ในปัจจุบันยังมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการใช้งานในทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม แต่ปริมาณน้ำต้นทุนยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สทนช. ระบุว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันยังต่ำกว่าความต้องการใช้น้ำในระยะยาว จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรักษาปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งปี 2570

เนื่องจากหากปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ จะส่งผลให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำลดลงกว่าสถานการณ์ปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำในหลายพื้นที่

ขณะเดียวกัน สทนช. ยังได้ประเมินแนวโน้มความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ในระยะยาว โดยคาดว่าในปี 2580 หรืออีกประมาณ 10 กว่าปีข้างหน้า ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,125 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ตามการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และการขยายตัวของเมือง

เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต สทนช. ได้เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC จำนวน 39 โครงการ ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งน้ำ และการเชื่อมโยงโครงข่ายบริหารจัดการน้ำ

เมื่อโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ได้มากกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเสริมความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับสภาพอากาศที่มีแนวโน้มผันผวนและรุนแรงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายไพฑูรย์ย้ำว่า การเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านน้ำตั้งแต่วันนี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศอย่าง EEC ที่ต้องอาศัยทรัพยากรน้ำเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนาคต

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง