โลกไม่พ้น "วิกฤตอาหาร" ราคาพุ่งนาน 2 ปี

ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” กำลังตั้งเค้า สะท้อนจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งคลื่นความร้อนในยุโรป น้ำท่วมหนักในจีน สภาพอากาศร้อนจัดในญี่ปุ่น องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ร้อยละ 81 ที่ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคมปีนี้ อาจเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในระดับ “รุนแรงมาก” หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิน้ำทะเลจะเพิ่มสูงกว่าปกติอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ครั้งใหญ่สุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี พ.ศ.2493 นอกจากนี้ ยังมีโอกาสถึงร้อยละ 97 ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะลากยาวไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ หรือประมาณเดือนมีนาคมถึงกลางปี 2570
“ซูเปอร์เอลนีโญ” จะซ้ำเติมวิกฤตโลกที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลางอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นวิกฤตแบบ 2 เด้ง เพราะจะทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การขนส่งสินค้าที่หยุดชะงักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนปุ๋ย ในขณะที่ปริมาณผลผลิตลดลงจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนในหลายพื้นที่
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2524-2525, 2539-2540, 2558-2559 และ 2566-2567 เป็นปรากฏการณ์รุนแรงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ อย่างไรก็ตาม NOAA คาดการณ์ว่า วัฏจักรเอลนีโญในปี 2569-2570 อาจรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและปริมาณอาหารทั่วโลก
“ไรซิเลียนส์” (Risilience) บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดภาวะเอลนีโญในระดับรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกประมาณร้อยละ 14.3 หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 3.42 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาอาหารหลัก ๆ มีแนวโน้มขยับขึ้นร้อยละ 10-50 โดยพืชผลที่น่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ ข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำตาล และกาแฟ ที่ราคาอาจพุ่งถึงร้อยละ 50-100 หรือมากกว่านั้น
ด้านนักวิเคราะห์จาก “โกลด์แมน แซคส์” ประเมินว่า ความรุนแรงของเอลนีโญครั้งนี้อาจทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15.8 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วโลก รวมถึงผู้บริโภคในยุโรป ซึ่งราคาอาหารอาจสูงขึ้นร้อยละ 1.3 ทั่วยูโรโซน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะใช้เวลากว่าจะเห็นผลทั้งหมด เนื่องจากผลกระทบจะทยอยเกิดขึ้นทั่วทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่การเพาะปลูก การเจริญเติบโต การเก็บเกี่ยวพืชแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน รวมถึงความท้าทายด้านโลจิสติกส์ อาทิ ระดับน้ำในคลองและแม่น้ำที่ใช้ในการขนส่ง จึงอาจใช้เวลาจนถึง 6 เดือนหลังของปี 2571 ผลกระทบจึงจะปรากฏชัดอย่างเต็มที่
ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม ราคาสินค้าเกษตรขยับขึ้นแล้วร้อยละ 7 โดยสินค้าบางรายการ อาทิ โกโก้ กาแฟ และข้าวสาลี เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 8 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ชี้ว่า ราคาอาหารในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงราคาขาขึ้น
ขณะที่รายงานของ “แมน กรุ๊ป” ประเมินว่า เงินเฟ้อด้านอาหารอาจแตะระดับเลข 2 หลักภายในปี 2570 ส่วนผลผลิตทางการเกษตรอาจลดลงร้อยละ 5-12 ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ สำหรับสินค้าอาหารสำคัญอย่าง “ข้าว” ผลผลิตอาจลดลงราวร้อยละ 2-8 เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น
ภูมิภาคเอเชียเริ่มมีสัญญาณเตือนของ “เอลนีโญ” แล้ว อย่างกรณี “อินเดีย” ปริมาณน้ำฝนสะสมในช่วงมรสุม ณ วันที่ 15 กรกฎาคม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมากกว่าร้อยละ 20 ด้านทางการฟิลิปปินส์ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า หากเกิดเอลนีโญรุนแรงอาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงประมาณ 700,000 ตัน
ส่วนประเทศผู้นำเข้าข้าวก็เร่งจัดหาสินค้าก่อนเผชิญภาวะขาดแคลน โดย “มาเลเซีย” เพิ่มเป้าหมายการสำรองข้าวให้เพียงพอสำหรับบริโภคจาก 3 เดือน เป็น 9 เดือน และจะเพิ่มปริมาณสำรองข้าวจาก 200,000 ตัน เป็น 300,000 ตัน ด้าน “อินโดนีเซีย” ก็เพิ่มปริมาณสำรองข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.3 ล้านตัน ขณะที่ผู้ผลิตข้าวอย่างไทย HSBC ระบุว่า ข้าวขาว 5% หรือข้าวสารที่ผ่านกระบวนการสีและคัดแยกตามมาตรฐานการค้าสากล โดยมีเมล็ดหักไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนักทั้งหมด ราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และราคาข้าวเวียดนามที่มีเกณฑ์ใกล้เคียงกันก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4
มาที่ยุโรป หลายประเทศเผชิญคลื่นความร้อนครั้งรุนแรงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลายพื้นที่อุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทะลุ 10,000 คนแล้ว ส่วนผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดที่ชัดเจน คือ การปลูกองุ่น ผลผลิตองุ่นลดลงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ขณะที่การหมักไวน์ก็ทำให้รสชาติเปลี่ยน
นอกจากนี้ สภาพอากาศร้อนจัดยังส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ในฝรั่งเศส ซึ่งลดลงลดลง 6.4 กิกะวัตต์ หรือร้อยละ 14 ของความต้องการทั้งหมด ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของแม่น้ำสูงขึ้นและกระทบต่อศักยภาพในการระบายความร้อนของเครื่องปฏิกรณ์ ด้านเยอรมนีก็เผชิญภาวะหยุดชะงักด้านการขนส่งในแม่น้ำไรน์ที่เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญ ผลการศึกษาในอดีตพบว่า ในปี 2561 ระดับน้ำที่ต่ำในแม่น้ำไรน์ฉุด GDP ของเยอรมนีราวร้อยละ 0.4
บริษัทวิจัยเศรษฐกิจ Prognos ประเมินว่า คลื่นความร้อนในช่วงปลายเดือนมิถุนายนปีนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเยอรมนีมากกว่า 6.8 พันล้านดอลลาร์ หรือ 6 พันล้านยูโร และเยอรมนีอาจเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 1.14 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1 พันล้านยูโร ในแต่ละวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ดังนั้น ความเสียหายต่อเศรษฐกิจเยอรมนีต่อปีอาจสูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2 หมื่นล้านยูโร
สำหรับอิตาลี สภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่องอาจทำให้อิตาลีสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละ 6 พันล้านยูโร ถึง 1.2 หมื่นล้านยูโร และปัญหาคลื่นความร้อนก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ แรงงาน และภาคการท่องเที่ยวของประเทศด้วย
รายงานของ “อลิอันซ์ รีเสิร์ช” (Allianz Research) ระบุว่า ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า อาจกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศครั้งรุนแรงสุดในรอบกว่าทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ผ่านอัตราเงินเฟ้อ การค้าขาย ห่วงโซ่อุปทาน และผลกำไรของบริษัท ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ภาวะเอลนีโญโดยทั่วไปจะทำให้ราคาอาหารทั่วโลกสูงขึ้นประมาณร้อยละ 5 ภายในระยะเวลา 1 ปี ขณะที่เอลนีโญในปี 2525-2526 สร้างความเสียหายรวม 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีหลังจากนั้น และเอลนีโญปี 2540-2541 สร้างความเสียหาย 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 5 ปีต่อมา
รายงานระบุด้วยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงจะสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในเอเชียผ่านทางราคาอาหาร โดยอินโดนีเซียได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นร้อยละ 2.3 ส่วนมาเลเซียและฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อาจเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 0.7 ส่วนในลาตินอเมริกา สถานการณ์มีความหลากหลาย โดยโคลอมเบีย เปรู และบราซิลอาจเผชิญกับแรงกดดันมาก
ขณะที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอินเดียอาจถูกกดดันให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หรือชะลอมาตรการผ่อนคลายทางการเงินไปจนถึงปี 2570 ส่วนมาเลเซียและไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หากสถานการณ์นำไปสู่การห้ามส่งออกสินค้าเกษตรจากผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิ อินเดีย ไทย เวียดนาม อาจจะช่วยบรรเทาแรงกดดันภายในประเทศ แต่จะเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสำหรับผู้นำเข้า โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
