รีเซต

ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพงหนุนใช้ E20 ทางรอดเศรษฐกิจในระยะยาว

ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพงหนุนใช้ E20 ทางรอดเศรษฐกิจในระยะยาว
TNN ช่อง16
24 กันยายน 2569 ( 15:55 )
13

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมาและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง โดยพบข้อมูลการนำเข้าน้ำมันดิบในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่กว่า 683,423 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นถึง 41.29% ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากเนื่องจากประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศสูงถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เพื่อนำเข้ามาเข้าสู่กระบวนการกลั่นภายในประเทศ หากพิจารณาจากสถิติของหน่วยงานด้านพลังงานและกรมศุลกากร แนวโน้มการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยจะพบว่ามีการกระจายสัดส่วนการนำเข้าไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนประมาณ 57-60% โดยมี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และ ซาอุดีอาระเบีย เป็นคู่ค้าหลัก รองลงมาคือกลุ่มประเทศในอเมริกาเหนืออย่าง สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าการนำเข้าในแต่ละเดือนจะมีความผันผวนตามปัจจัยด้านราคาขายปลีกและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (เช่น น้ำมันดิบดูไบ) รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในแถบตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานโดยตรง

ทั้งนี้หากไปดูปริมาณเฉลี่ย โดยปกติไทยจะมีการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อรองรับอุปสงค์และการสำรองภายในประเทศเฉลี่ยสูงถึง 1,000,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ารายเดือนที่ราวๆ 76,000 - 90,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจและราคาตลาดในขณะนั้น

การที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเริ่มส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและความผันผวนของตลาดโลกก็ยิ่งส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ดังนั้นการเพิ่มทางเลือกจากพลังงานที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ จึงมีความสำคัญมากขึ้น

ทำให้รัฐบาลไทย มีแนวทางการสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และมีเป้าหมายหลักในการผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (เกรดหลัก) ของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังในการยกระดับราคาพืชผลชีวภาพ 

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน คือการเร่งเครื่อง Energy Transition สู่พลังงานทางเลือกที่ผลิตได้เองในประเทศ โดยเฉพาะ 'เชื้อเพลิงชีวภาพ' อย่างน้ำมัน E20 การเพิ่มสัดส่วนการใช้ E20 ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นการนำผลผลิตทางการเกษตรของไทยมาแปรรูปเป็นเอทานอล โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมยืนยันว่าประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอล 28 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งปัจจุบันมีการใช้จริงเพียง 3-4 ล้านลิตรต่อวัน จึงมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นหากปรับเป็นน้ำมันฐาน


นอกจากนั้นรัฐบาลยังมีแนวทางการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกลไกทางภาษีมาอุดหนุนราคา ทำให้แก๊สโซฮอล์ E20 มีราคาจำหน่ายปลีกที่จูงใจ โดยปัจจุบันมีส่วนต่างราคาที่ต่ำกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ถึงประมาณลิตรละ 5 บาท ส่งผลให้แนวโน้มการใช้ E20 มีปริมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่องบนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานล่าสุด มีสถานีบริการน้ำมัน E20 จำนวน กว่า 6,079 แห่งทั่วประเทศที่รถยนต์และรถจักรยานต์สามารถเข้าไปใช้บริการได้

นอกจากเรื่องของราคาแล้วยังมาจากเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะแนวโน้มการใช้อี 20 ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการปลดล็อกอุปสรรคด้วยข้อมูลจริง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนออกมายืนยันว่า E20 ปลอดภัยกับรถที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้งานได้ โดยล่าสุด กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงานร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) อยืนยันว่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ รุ่นที่ผลิตตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา สามารถเติม E20 ได้โดยไม่ทำลายเครื่องยนต์อีกทั้งยังมีช่องทางตรวจสอบข้อมูลโดย เปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เติม E20 ได้มากกว่า 400 รุ่น ผ่าน เว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงาน 

เรื่องนี้นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดียืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอต่อการส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ในประเทศมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 ได้แล้ว โดยมีรถยนต์กว่า 4 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 80% ที่สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้ แต่กลับพบว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน E20 ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.88 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีสาเหตุมาจากประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ทราบข้อมูลว่ารถยนต์ของตนเองสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้การเร่งสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและปลดล็อกทุกข้อกังวลของประชาชน

หลังจากนี้จึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันดำเนินการ เพื่อให้การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย และส่งผลดีต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ 

แน่นอนว่าพฤติกรรมการเลือกใช้ E20 ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปไม่ได้จบลงที่หน้าปั๊ม แต่ยังได้เชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ  และเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเกิดขึ้นจริง

ขณะที่ทางฝั่งผู้ค้าน้ำมันพร้อมใจกันยืนยันเรื่องความพร้อมในการกระจายน้ำมัน E20 ให้มีจำหน่ายอย่างทั่วถึงในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตลอดจนจะมีการเตรียมออกแคมเปญสิทธิประโยชน์และโปรโมชันส่วนลดพิเศษ เพื่อจูงใจและคืนกำไรให้แก่ประชาชนที่หันมาเติมน้ำมัน E20 อีกด้วย สำหรับความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนครั้งนี้ประกอบด้วยพันธมิตรค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ 

ขณะที่ภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) ระบุว่าสมาคมพร้อมที่จะเป็นส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวน การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ผลิตได้ภายในประเทศจึงถือเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร 

รวมถึงลดภาระต้นทุนด้านพลังงานของภาคการขนส่งและประชาชน ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และนำไปสู่แนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ อีกทั้งผู้ประกอบการรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เป็นสมาชิกของ TAIA ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อันเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนภาคยานยนต์ไปสู่ความยั่งยืน 

สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ปัจจุบันมีการรองรับจากผู้ผลิตรถยนต์ จำนวน 16 ยี่ห้อ รวม 273 รุ่น ขณะที่ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์มีการรองรับจาก 5 ยี่ห้อ รวม 138 รุ่น นอกจากนี้ สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศก็มีความพร้อมในการให้บริการ โดยมีสถานีบริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 จำนวน 6,079 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ

การที่สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และ กรมธุรกิจพลังงาน ออกมาช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและยืนยันว่า ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์รุ่นที่ผู้ผลิตให้การรับรอง สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ E20 ได้จริง โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพและการทำงานของเครื่องยนต์ ไม่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย และตัวรถยังคงได้รับการรับประกันตามเงื่อนไขที่แต่ละบริษัทกำหนดน่าจะทำให้การใช้อี 20 เพิ่มมากขึ้นในอนาคต


ข่าวที่เกี่ยวข้อง