ส่องหุ้นได้ประโยชน์-หุ้นต้องระวัง! รับ Dot Plot ส่งสัญญาณ Hawkish

#ทันหุ้น - นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น และตลาดอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 16-17 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ย 3.50-3.75% ตามคาดการณ์ แต่ Dot Plot ส่งสัญญาณ Hawkish บ่งชี้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ Core PCE ปีนี้เป็น 3.3% (เดิม 2.7%) และปรับลด GDP Growth สหรัฐฯ ปีนี้เป็น 2.2% (เดิม 2.4%) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั้งทั่วโลกและของไทยขยับตัวสูงขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนทิศทางดอกเบี้ยดังกล่าว ซึ่งภาวะนี้จะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินในตลาดแรก (Primary Market) ในระยะสั้น พร้อมทั้งจำกัดโอกาสในการปรับขึ้น (Upside) ของสินทรัพย์เสี่ยงและสร้างความผันผวนต่อทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow)
ประเมินการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในครั้งนี้ว่า จะมีผลกระทบต่อ 1) แรงกดดันด้าน Valuation ของตลาด โดย Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Yield Gap) แคบลง ซึ่งจะบีบให้ระดับ P/E ที่เหมาะสมของ SET ถูกลดทอนลง (Valuation De-rating) 2) ภาระ Financial Cost ของบริษัทจดทะเบียนสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้สินสูงจะมีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเมื่อต้องรีไฟแนนซ์หรือกู้ยืมวงเงินใหม่จากสถาบันการเงิน และ 3) เกิด Sector Rotation โดยเม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มไหลออกจากกลุ่มที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ย เพื่อเข้าไปพักในกลุ่มเชิงรับที่บริหารความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดได้ดีกว่า
ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุนนั้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ผลบวก โดยตรงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield ที่ปรับขึ้น เรามองเป็น “โอกาสทยอยเข้าซื้อสะสม” ในกลุ่มต่างๆ ดังนี้
1) กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) ซึ่งได้ประโยชน์จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่กว้างขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ที่เร็วกว่าเงินฝาก และมีข้อได้เปรียบจากสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ที่สูง และ
2) กลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI) ซึ่งได้ประโยชน์จาก Bond Yield ขาขึ้นช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของสินทรัพย์ลงทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์
ในทางตรงกันข้าม แนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังการลงทุนในกลุ่มอสังหาฯ ซึ่งเผชิญแรงกดดันแบบ Double Squeeze ทั้งฝั่งผู้ประกอบการ (ต้นทุนโครงการสูงขึ้น) และฝั่งผู้บริโภค (ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Rejection Rate สูง) และกลุ่มไฟแนนซ์ซึ่งต้นทุนเงินทุนจะสูงขึ้นเร็ว แต่การส่งผ่านต้นทุนไปยังดอกเบี้ยเงินกู้ทำได้จำกัด อีกทั้งยังมีเพดานดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่งผลให้ NIM แคบลง รวมถึงหลีกเลี่ยงกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง (Net D/E > 1.5 เท่า) ซึ่งจะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นเข้ามากดดันศักยภาพในการทำกำไรโดยตรง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
