วิกฤตพลังงาน "EU" ส่อแววรุนแรงแค่ไหน ทำไมชะลอแผนคว่ำบาตร "น้ำมันรัสเซีย"

สหภาพยุโรป (EU) ชะลอการเสนอร่างกฎหมายห้ามนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียโดยสมบูรณ์ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานในวันอังคาร (24 มี.ค.) ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ REPowerEU ในการทยอยเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซียภายในปี 2570 เดิมทีมีกำหนดจะถูกยื่นเสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ในวันที่ 15 เม.ย. แต่ตอนนี้ได้ถูกถอดออกจากปฏิทินการทำงานที่เผยแพร่โดยคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว
เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปที่ไม่เปิดเผยนามกล่าวว่า แผนการดังกล่าวถูกเลื่อนออกไปเพราะ “สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน” แต่ยังไม่ได้ถูกยกเลิก ขณะที่ แอนนา-ไคซา อิตโคเนน โฆษกด้านพลังงานของคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า “ยังไม่มีกำหนดการใหม่ที่สามารถแจ้งให้ทราบได้”
ทั้งนี้ นโยบายด้านพลังงานของสหภาพยุโรปถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดยโรเบิร์ต ฟิโก นายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ REPowerEU เป็น “การฆ่าตัวตาย” ขณะที่ปีเตอร์ ซิจจาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮังการี เตือนว่า หากสหภาพยุโรปไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพลังงานของรัสเซีย มาตรการดังกล่าวจะ “สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจยุโรป”
ถึงแม้ว่า EU จะนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่น้อยเพียงแค่ไม่ถึง 10% จากทั้งหมด แต่ EU ได้รับความเสี่ยงจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง และการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เนื่องจากจะทำให้ปุปทานน้ำมันโลกหายไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบจากทุกแหล่งนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นในทันที
โดยน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นไปเกือบ 50% โดยในหลายประเทศมีการปรับขึ้นค่าไฟมากกว่า 10% จากราคาก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญ EU พึ่งพาน้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะดีเซลค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าพลังงานเหล่านี้ยังไม่ขาดแคลน แต่ EU ก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น