"มาม่า" ตุนวัตถุดิบถึง ก.ย. นี้ ลุ้นสัญญาณใหม่ มิ.ย.

คุณพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา มาม่า ให้สัมภาษณ์ในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอว่า ขณะนี้ บริษัทฯ ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา มาม่า แม้ต้นทุนบางรายการจะปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้
อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีร้ายแรงจริง ๆ ที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงเกินกว่าราคาจำหน่าย ก็อาจพิจารณาทบทวนอีกครั้ง ในช่วงหลังเดือนมิถุนายน โดยจะต้องมีการหารือกันล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาปรับตัวประมาณ 3-4 เดือน
ซึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถือเป็นสินค้าควบคุม ทั้งราคา และปริมาณของสินค้า การจะยื่นขอปรับขึ้นราคาจะต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ ซึ่งหากไม่จำเป็น บริษัทฯ ก็จะไม่ยื่นขอปรับราคา โดยในสถานการณ์ปัจจุบัน ถือว่ายังไม่จำเป็นต้องดำเนินการ ส่วนการปรับขึ้นราคาครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อปี 2565 ที่ขึ้นจากราคาซองละ 6 บาท เป็น 7 บาท หลังจากที่ไม่ได้มีการขึ้นราคามาเป็นเวลานานถึง 14 ปี
การปรับขึ้นราคา มาม่า ย้อนหลัง จนถึงปัจจุบัน สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนราคาน้ำมันปาล์ม และแป้งสาลี ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ในปี 2526 มีการปรับขึ้นราคาจากซองละ 3.50 บาทเป็น 4 บาท, จากนั้น ปี 2538 ขึ้นจากซองละ 4 บาท เป็น 4.50 บาท
ต่อมาปี 2540 ปรับขึ้นจากซองละ 4.50 บาท เป็น 5 บาท, และปี 2551 ปรับขึ้นจากซองละ 5 บาท เป็น 6 บาท
ส่วนครั้งสุดท้ายคือปี 2565 ที่ปรับขึ้นจากซองละ 6 บาท เป็นราคา 7 บาท จนถึงปัจจุบัน
คุณพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาม่า ใช้วิธีการซื้อวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า เช่น น้ำมันปาล์ม ซึ่งขณะนี้ ซื้อล่วงหน้าไว้แล้วระหว่างเดือนสิงหาคม -กันยายน ส่วนแป้งสาลี เป็นสินค้านำเข้า แต่ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ปรับตัวเพิ่มขี้นในช่วงนี้ คือค่าขนส่ง ซึ่งในอุตสหกรรมมีการคุยกันและช่วยกันเฉลี่ยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกัน
ขณะที่ เม็ดพลาสติก ราคาปรับขึ้นไปแล้วร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ของ มาม่า เพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 4 แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้
สำหรับต้นทุนของ มาม่า แบ่งเป็น บรรจุภัณฑ์ประมาณร้อยละ 22 ของต้นทุนรวมทั้งหมด
ขณะที่ แป้งสาลี มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 22-23 น้ำมันปาล์ม ซึ่งรวมทั้งน้ำมันสำหรับทอดบะหมี่ และน้ำมันบรรจุในซองเครื่องปรุง มีสัดส่วนร้อยละ 16
นอกจากนี้ เครื่องปรุงรส มีสัดส่วนร้อยละ 20 ของต้นทุนรวม ส่วนต้นทุนค่าแรงอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 5-6 และที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง ค่าโสหุ้ย ค่าน้ำ และค่าไฟ เป็นต้น
คุณพันธ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ทำงานมา 26 ปี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงดีหรือไม่ดี ยอดขาย มาม่า มักเคลื่อนไหวในระดับใกล้เคียงกัน โดยเป็นสินค้าทางเลือก รวมถึงเป็นทางออกสำหรับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการ และไม่ให้เหลือบ่ากว่าแรงของผู้บริโภค
สำหรับปีนี้ ไตรมาสแรก ถือว่ายังไปได้ดี และยังไม่มีปัจจัยเรื่องต้นทุนพลาสติกเข้ามากระทบ แต่พอเข้าไตรมาสที่ 2 ต้นทุนค่าขนส่ง และแพ็กเกจจิ้งปรับสูงขึ้นมาแล้ว ส่วนไตรมาส 3 ยังไม่มีปัจจัยใหม่ใดเข้ามา โดยบริษัทฯ ได้ซื้อวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าถึงเดือนกันยายน ปีนี้ แต่ไตรมาส 4 ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน
พร้อมกับยืนยันว่าตอนนี้ สินค้าไม่ขาดตลาด ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องซื้อตุน และยังสามารถซื้อสินค้าได้ตามปกติ
นั่นคือการประเมินสถานการณ์เป็นภาพ ณ ปัจจุบันที่บริษัทฯ ยังสามารถรับมือได้อยู่ ขณะเดียวกัน ได้เตรียมแผนไว้ล่วงหน้าแล้วในแต่ละฉากทัศน์ว่าจะต้องทำอย่างไร เช่น การผลิตสินค้าในรูปแบบ แพ็คขนาดใหญ่ มี 12 ก้อนในห่อเดียว เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์
หรือกรณีฟิล์มที่มีจำกัด ก็อาจจะลดการผลิตสินค้าที่อาจจะยังไม่ใช่ความต้องการหลัก ส่วนสินค้าใหม่ที่มีแผนจะเปิดตัวก็ต้องชะลอไว้ก่อน
อย่างไรก็ตาม แผนรับมือที่เตรียมไว้ ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ในตอนนี้ เพียงแต่ต้องติดตามสถานการณ์และปรับตัวไปต่อเนื่อง เนื่องจากหลายปัจจัยที่มากระทบ เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ คือการบริหารจัดการต้นทุนและการปรับตัวเท่าที่ได้
นอกจากนี้ คุณพันธ์ ยังกล่าวถึง มาตรการไทยช่วยไทย ของรัฐบาลว่า บรษัทฯ ได้เข้าร่วมกับโครงการฯ แน่นอน แต่ก็มองว่า แนวทางการตัดคนกลางออกไปเพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งออกไป จะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ ที่มีแรงงานอยู่จำนวนมาก หรือการนำสินค้ายอดนิยมไปจำหน่ายในราคาถูกลง ก็จะกระทบกับร้านโชห่วยที่ขายในราคา 7 บาทอยู่ดี
ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุด มองว่า ทุกคนต้องช่วยกันแบ่งเบาภาระต้นทุนที่เกิดขึ้น โดยสินค้ายอดนิยม ก็อาจจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของห่วงโซ่เดิม แต่ในห่วงโซ่เดิม ทุกคนก็ต้องยอมที่จะลดกำไรของตัวเองด้วย ขณะเดียวกัน สินค้าบางรายการที่ขายดีน้อยกว่า ก็นำเข้ามาร่วมโครงการฯ เช่น บิ๊กแพค ราคาห่อละ 10 บาท นำมาจำหน่ายในราคา 8 บาท เป็นต้น
พร้อมให้มุมมองด้วยว่า ในช่วงเวลานี้ การปรับตัวและการควบคุมต้นทุนเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้ประกอบการแต่ละรายมีความสามารถในการรับมือ และมีความทนทานไม่เท่ากัน หากผู้ประกอบการรายเล็ก เริ่มรับภาระไม่ไหว ก็จำเป็นต้องช่วยกันประคับประคอง เพื่อไม่ให้ใครต้องล้มตายไป
ในสถานการณ์ที่ทุกคนเห็นตรงกันว่ากำลังเผชิญกับวิกฤต หากยังยึดติดอยู่กับการต้องได้ผลตอบแทนเท่าเดิมทั้งหมด ก็อาจทำให้ทุกฝ่ายอยู่ไม่ได้ ดังนั้นในบางกรณี หากใครกำลังลำบาก ก็ต้องช่วยกันให้เขารอดก่อน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
