รีเซต

พิษสงคราม ตะวันออกกลางสูญ 2 แสนล้านดอลล์

พิษสงคราม ตะวันออกกลางสูญ 2 แสนล้านดอลล์
TNN ช่อง16
9 เมษายน 2569 ( 11:36 )

รายงานล่าสุดของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เรื่อง “การยกระดับความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลาง: ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อภูมิภาครัฐอาหรับ” ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือน มีแนวโน้มกระทบต่อ GDP ในภูมิภาคนี้ระหว่างร้อยละ 3.7-6.0 หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 1.2-1.94 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของ GDP โดยรวมในภูมิภาคเมื่อปี 2568 ที่อยู่ที่ร้อยละ 2.6-2.8 ตามการประเมินของธนาคารโลก


ความสูญเสียทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบางอนุภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ที่มี 6 ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมถึงอนุภูมิภาคเลแวนต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ครอบคลุมอิรัก จอร์แดน เลบานอน รัฐปาเลสไตน์ และซีเรีย โดยการหยุดชะงักด้านการค้าและความผันผวนของตลาดพลังงานทำให้การผลิต การลงทุน และการค้าลดลงอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างกับแอฟริกาเหนือที่รวมถึงแอลจีเรีย อียิปต์ ลิเบีย โมร็อกโก และตูนิเซีย เผชิญผลกระทบที่จำกัดกว่า ซึ่งบางประเทศที่ส่งออกน้ำมันสามารถชดเชยความสูญเสียได้บางส่วนผ่านส่วนต่างราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่วนประเทศอาหรับที่พัฒนาน้อยสุดอย่างซูดานและเยเมน ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจน้อยกว่าเมื่อเทียบในแง่ตัวเลข แต่มีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจที่มีข้อจำกัดอยู่แล้ว


รายงานระบุด้วยว่า การยกระดับความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่เป็นลักษณะเฉพาะของภูมิภาคอาหรับ โดยความขัดแย้งแค่ในช่วงระยะสั้น ๆ อาจทำให้เกิดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่รุนแรงและเป็นวงกว้างทั้งภูมิภาค แม้ความขัดแย้งจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ผลกระทบเกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคผ่านความเชื่อมโยงกัน ทั้งเส้นทางการค้า ตลาดพลังงาน การเคลื่อนย้ายทางการเงิน และเครือข่ายโลจิสติกส์ รวมทั้งมีแนวโน้มที่ผลกระทบจะคงอยู่ยาวนาน 


แบบจำลองแสดงให้เห็นว่า ผู้คนในภูมิภาคตะวันออกกลางเกือบ 4 ล้านคนอาจถูกผลักให้เผชิญกับความยากจนภายใต้ฉากทัศน์ความขัดแย้งที่มีความรุนแรงมาก โดยอัตราความยากจนที่เพิ่มขึ้นจะกระจุกตัวอยู่ในอนุภูมิภาคเลแวนต์ ราว 2.85-3.29 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ของทั้งหมด และประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยอย่างซูดานและเยเมน ซึ่งมีความเปราะบางสูง โดยผลกระทบจากภาวะช็อกจะนำไปสู่สวัสดิการสังคมที่ลดลงอย่างรุนแรง ส่วนในแอฟริกาเหนือ ผลกระทบน่าจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่มีความสำคัญในแง่ความเสียหายที่แท้จริง

ในแง่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาค ทั้งในกลุ่มแรงงานทักษะสูงและกลุ่มทักษะต่ำ แต่มีแนวโน้มกระทบต่อแรงงานทักษะต่ำมากกว่า ภายใต้ฉากทัศน์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างรุนแรง อัตราการว่างงานของแรงงานทักษะต่ำจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3-4.5 เมื่อเทียบกับราวร้อยละ 2.5-3.5 สำหรับแรงงานที่มีทักษะสูง ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้ว่างงานที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5-3.5 ล้านคน โดยแรงงานที่ไม่มีทักษะจะเป็นกลุ่มที่สูญเสียงานมากสุด และจะเชื่อมโยงกับความยากจนในที่สุด


อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวในกลุ่มประเทศ GCC ซึ่งมีตลาดแรงงานขนาดใหญ่และมีความเสี่ยงเผชิญผลกระทบจากภาวะช็อกจากภายนอกอย่างรุนแรง ทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด และประเทศในกลุ่มเลแวนต์ที่ตลาดแรงงานเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ส่วนแอฟริกาเหนือ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นไม่สูงมาก แต่กระทบในแง่จำนวนผู้ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก สำหรับซูดานและเยเมน แม้อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สะท้อนถึงความถดถอยที่สำคัญ เนื่องจากมีความเปราะบางมากอยู่แล้ว


ผลกระทบดังกล่าวมีนัยสำคัญภายใต้บริบทที่ตลาดแรงงานเผชิญความยากลำบากในการรองรับแรงงานหน้าใหม่ โดยมีคนต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 2.8 ล้านคนในแต่ละปี และมีเพียงประมาณ 2.5 ล้านคนเท่านั้นที่หางานได้ อัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามล่าสุดเทียบเท่ากับศักยภาพในการสร้างงานใหม่มากกว่า 1 ปี นอกจากนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ตามดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) คาดว่าจะลดลงประมาณ ร้อยละ 0.2-0.4 เทียบเท่ากับการถดถอยเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์เฉลี่ยประมาณครึ่งปีถึงเกือบ 1 ปี ผลกระทบเกิดขึ้นชัดเจนสุดในอนุภูมิภาคเลแวนต์ ซึ่งความถดถอยอยู่ที่ประมาณ 1 ปีถึงหนึ่งปีครึ่ง


ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการขนส่งทางทะเล ผู้ประกอบการขนส่งทางเรือรายใหญ่หลายรายต้องระงับหรือเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เบี้ยประกันความเสี่ยงจากสงครามสูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนการขนส่งต่อเที่ยวเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการขนส่งโดยรวมผ่านเส้นทางนี้ลดลงมากกว่าร้อยละ 70 กระทบการขนส่งพลังงานและปุ๋ยจากอ่าวเปอร์เซีย นำไปสู่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก


ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของการบริโภคทั่วโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งซาอุดีอาระเบีย อิรัก UAE อิหร่าน และคูเวต ขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางนี้รวมกันมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด โดยซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันผ่านฮอร์มุซคิดเป็นร้อยละ 38 ของการส่งออกทั้งหมด ตามด้วยอิรักที่ส่งออกน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ในสัดส่วนร้อยละ 23 ของทั้งหมด โดยน้ำมันดิบคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 95 ของการส่งออกทั้งหมดของอิรัก และประมาณร้อยละ 90 ของรายได้รัฐบาล ส่วน UAE ส่งออกผ่านเส้นทางนี้ในสัดส่วนร้อยละ 13 และคูเวตร้อยละ 10 สำหรับกาตาร์ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านเส้นทางนี้ราวร้อยละ 90 ของทั้งหมด หมายความว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่การปิดฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อรายได้มหาศาลของประเทศในภูมิภาคนี้


นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานด้านการเกษตรทั่วโลก โดยเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยราวร้อยละ 20-30 ของทั้งโลก รวมถึงยูเรีย แอมโมเนีย และฟอสเฟต ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย อาทิ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย UAE และอิหร่าน ดังนั้น การหยุดชะงักด้านการขนส่งจึงกระทบการส่งออกปุ๋ย ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการผลิตสำหรับเกษตรกร และทำให้ราคาอาหารสูงขึ้นทั่วโลก


เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการบินที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยสายการบินต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง ทำให้เวลาในการเดินทางยาวนานขึ้น สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์สูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศกลุ่ม GCC ที่มีบทบาทในฐานะศูนย์กลางเชื่อมต่อทางอากาศระหว่างยุโรปและเอเชีย ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น และสำหรับประเทศอาหรับหลายแห่งที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง อาทิ อียิปต์และจอร์แดน

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อสภาวะทางการเงิน การคลัง และนโยบายการเงินของภูมิภาค เนื่องจากรายได้หลักของประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์น้ำมัน การส่งออกที่หยุดชะงักจะทำให้การขาดดุลงบประมาณและหนี้สินของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งมีแนวโน้มเผชิญกับแรงกดดันเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากราคาสินค้าภายในประเทศที่สูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศส่วนใหญ่ที่พึ่งพาการนำเข้า 

 

รายได้ของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มลดลงในเกือบทุกอนุภูมิภาค ทำให้ความสามารถในการรับมือวิกฤตของรัฐบาลแต่ละประเทศลดลง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ GCC ซึ่งรายได้ลดลงอย่างมากเนื่องจากการหยุดชะงักทางการค้าและการส่งออกพลังงาน ด้านอนุภูมิภาคเลแวนต์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงยิ่งทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายการคลัง (fiscal space) ที่จำกัดอยู่แล้วยิ่งแย่ลงไปอีก 


รายงานอ้างถึงประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เกี่ยวกับราคาน้ำมันดิบขั้นต่ำที่ทำให้แต่ละประเทศมีรายได้เพียงพอสำหรับใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ตั้งแต่ราว 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกาตาร์ ส่วน UAE อยู่ที่ราว 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปจนถึงซาอุดีอาระเบียที่ราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบาห์เรนที่ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของสถานการณ์แต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่กรณีของอิรักมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากพึ่งพารายได้เกือบทั้งหมดจากน้ำมัน ขณะที่ราคาน้ำมันที่จุดคุ้มทุนทางการคลังของอิรักอยู่ที่ประมาณ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


รายงานระบุถึงสงครามที่สร้างแรงกดดันด้านสังคมและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วภูมิภาคอาหรับ ซึ่งหลัก ๆ ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์ ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉิน ทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขที่เปราะบางอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงน้ำสะอาด โดยภูมิภาคอ่าวอาหรับ (GCC) พึ่งพาการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลอย่างมาก ครอบคลุมประชากรเกือบ 100 ล้านคน และมีความสำคัญสำหรับหลายประเทศ อาทิ คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงยังกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร การศึกษา และสวัสดิการสังคม 


รายงานล่าสุดยังสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการพึ่งพาการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน รวมทั้งขยายฐานการผลิต สร้างความมั่นคงทางการค้าและโลจิสติกส์ และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะช็อกและความขัดแย้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง