สินค้าจีน ทะลัก "เวียดนาม" ขาดดุลการค้าพุ่งสูงสุด เขย่าดาวรุ่งอาเซียน

"เวียดนาม" ขาดดุลการค้าหนักสุดเท่าที่เคยมีมา แม้ส่งออกแกร่ง และสินค้าจีนทะลัก วิกฤตพลังงานซ้ำเติม จับตาจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจหรือไม่?
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเอเชีย ประเทศที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และสินค้าอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดกำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (National Statistics Office of Vietnam: NSO) ระบุว่า ในเดือนพฤษภาคม 2569 เวียดนามขาดดุลการค้าสูงถึง 5.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ
ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก โดยก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าการขาดดุลจะอยู่ที่ประมาณ 3.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า นี่คือเพียงความผันผวนระยะสั้น หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบเศรษฐกิจเวียดนามกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่?
ทำไมเวียดนามจึงขาดดุลการค้าหนักที่สุดในประวัติศาสตร์?
โดยปกติแล้ว หากประเทศหนึ่งขาดดุลการค้า สาเหตุหลักมักมาจากการส่งออกที่อ่อนแอหรือหดตัว แต่กรณีของเวียดนามกลับแตกต่างออกไป
ข้อมูลล่าสุดพบว่า การส่งออกของเวียดนามในเดือนพฤษภาคมยังเติบโตแข็งแกร่งถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การส่งออก แต่เกิดจากการนำเข้าที่ขยายตัวรวดเร็วยิ่งกว่า โดยพุ่งขึ้นถึง 33.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน
เมื่อมูลค่าการนำเข้าเติบโตเร็วกว่ามูลค่าการส่งออกอย่างมาก ส่งผลให้ดุลการค้าติดลบอย่างรุนแรงและกลายเป็นการขาดดุลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
จีนยังเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเวียดนาม
แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเวียดนามกำลังเป็นคู่แข่งของจีนในการดึงดูดโรงงานต่างชาติ แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศยังเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จีนส่งออกสินค้าเข้าสู่เวียดนามคิดเป็นมูลค่าประมาณ 92.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดในบรรดาประเทศคู่ค้าทั้งหมดของเวียดนาม
สินค้าส่วนใหญ่ประกอบด้วย
* ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
* เครื่องจักรอุตสาหกรรม
* วัตถุดิบการผลิต
* เคมีภัณฑ์
* วัสดุก่อสร้าง
* อุปกรณ์เทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ทำให้เวียดนามสามารถเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบางต่อความผันผวนของต้นทุนการนำเข้า
การนำเข้าเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจแข็งแรงเสมอไป
หลายคนอาจมองว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องดี เพราะสะท้อนว่าภาคธุรกิจมีการลงทุนและเศรษฐกิจยังคงขยายตัว มุมมองดังกล่าวถูกต้องเพียงบางส่วน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนามในปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เครื่องจักร และพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูงมาก
สินค้าจำนวนมากที่เวียดนามส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนต้องใช้ชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เวียดนามทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประกอบและการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลกมากกว่าการผลิตทุกส่วนภายในประเทศ ดังนั้น เมื่อราคาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่นำเข้าสูงขึ้น ต้นทุนของเศรษฐกิจเวียดนามก็จะเพิ่มขึ้นทันที
สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระแทกครั้งใหม่
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำลังกดดันเศรษฐกิจเวียดนามคือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ตลาดพลังงานโลกมักตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพราะตะวันออกกลางยังคงเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก
เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยัง
* ค่าขนส่งสินค้า
* ค่าประกันภัยทางทะเล
* ต้นทุนวัตถุดิบ
* ค่าไฟฟ้า
* ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม
สำหรับประเทศที่พึ่งพาการผลิตเพื่อการส่งออกอย่างเวียดนาม ผลกระทบจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ยอดขายสินค้าไปต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่า ส่งผลให้ผลประโยชน์จากการส่งออกถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ
เงินเฟ้อเริ่มกลายเป็นปัญหาใหญ่
นอกจากปัญหาด้านการค้าแล้ว เวียดนามยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 5.60% เพิ่มขึ้นจาก 5.46% ในเดือนเมษายน ระดับดังกล่าวสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ทางการเวียดนามเคยประเมินไว้
สาเหตุสำคัญมาจาก
* ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
* ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น
* ราคาวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น
* ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้น
ผลที่ตามมาคือประชาชนต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนมากกว่าเดิม หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน กำลังซื้อภายในประเทศอาจอ่อนแอลง และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
จุดแข็งของเวียดนาม กำลังกลายเป็นจุดอ่อนหรือไม่?
สิ่งที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือการเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจำนวนมากเลือกเวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็น
* สมาร์ตโฟน
* คอมพิวเตอร์
* อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
* ชิ้นส่วนเทคโนโลยี
* เครื่องใช้ไฟฟ้า
การไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง โมเดลเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้เวียดนามต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบจำนวนมหาศาล
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ราคาพลังงาน หรือปัญหาในห่วงโซ่อุปทานโลก เศรษฐกิจเวียดนามก็จะได้รับผลกระทบทันที นี่จึงเป็นเหตุผลที่แม้การส่งออกยังเติบโตได้ดี แต่เศรษฐกิจกลับเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากฝั่งต้นทุน
ความเสี่ยงใหม่จากสหรัฐฯ ตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง
ขณะที่เวียดนามกำลังต่อสู้กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญกำลังก่อตัวขึ้นจากสหรัฐอเมริกา ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 21% จากปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่รัฐบาลสหรัฐฯ จับตามองอย่างใกล้ชิด
ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Donald Trump ได้เดินหน้าการตรวจสอบประเด็นทางการค้ากับเวียดนามภายใต้มาตรา 301
ประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ ได้แก่
* การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
* การบังคับใช้กฎหมายทางการค้า
* ความโปร่งใสของภาคธุรกิจ
หากการสอบสวนดังกล่าวนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า หรือการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในอนาคต ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเวียดนามอาจมีนัยสำคัญอย่างมาก
เวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ด้านพร้อมกัน
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเวียดนามกำลังเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจาก 3 ทิศทางพร้อมกัน
1. ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้นทั่วโลก
2. เงินเฟ้อที่เร่งตัว
ค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้น กดดันกำลังซื้อของประชาชนและความสามารถในการทำกำไรของภาคเอกชน
3. ความเสี่ยงทางการค้าจากสหรัฐฯ
การตรวจสอบทางการค้าและความเป็นไปได้ของมาตรการภาษีใหม่อาจกระทบภาคส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเวียดนาม
เป้าหมาย GDP โต 10% ยังเป็นไปได้หรือไม่?
รัฐบาลเวียดนามเคยตั้งเป้าหมายอย่างทะเยอทะยานที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตระดับ 10% ในปี 2569 แม้เวียดนามยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในเอเชีย และยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก แต่ตัวเลขขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เงินเฟ้อที่เร่งตัว และความไม่แน่นอนด้านการค้าระหว่างประเทศ กำลังสะท้อนว่าการเดินทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าวอาจยากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
ในระยะสั้น เวียดนามยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากการส่งออกยังเติบโต การลงทุนจากต่างประเทศยังไหลเข้า และภาคการผลิตยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดกำลังเป็นสัญญาณเตือนว่า "โมเดลการเติบโต" ที่พึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก กำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี
บทสรุป
การขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของเวียดนามไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจเข้าสู่วิกฤตในทันที แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเติบโตอันรวดเร็ว สงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง เงินเฟ้อที่เร่งตัว และความเสี่ยงทางการค้าจากสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลฮานอย
และสิ่งที่ไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่กำลังกดดันเวียดนามในวันนี้ ไม่ได้แตกต่างจากความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญเช่นกัน หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงผันผวนรอบใหม่ ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่เวียดนาม แต่ลามไปทั่วภูมิภาคอาเซียน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
