วัดใจรัฐรีดเงิน 1,000 บาทคนไทยเที่ยวนอก

ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังและการจัดเก็บรายได้ของไทยที่แย่ลงขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายรับทำให้รัฐบาลกำลังพิจารณารื้อกฎหมาย พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 ซึ่งถูกยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2535 กลับมาใช้อีกครั้ง ทำให้เกิดมีกระแสความเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตบางประเด็นที่มีนัยสำคัญ
สำหรับแนวคิดการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศจุดเริ่มต้นมาจากการหารือของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังที่เห็นว่าภาษีดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ โดยอาศัยอำนาจตาม พระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่เคยบังคับใช้มาแล้วเมื่อปี 2540 ในอัตรา 500 บาทต่อครั้งก่อนจะถูกยกเลิกไปในเวลาต่อมา
แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับแผนการคลังระยะปานกลาง ( MTFF) ในปีงบประมาณ 2570-2573 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ก่อนสงครามในตะวันออกกลางจะปะทุ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเตรียมจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยคาดว่าจะจัดเก็บได้ 12,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเริ่มปีงบประมาณในตุลาคม 2569 จึงเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงนี้ซึ่งคณะทำงานของกรัทรวงการคลังกำลังพิจารณาแนวทางวิธีการจัดเก็บให้ง่ายขึ้น
ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบันอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะผลกระทบต่อประชาชนและพฤติกรรมการเดินทางที่อาจเปลี่ยนไป ตลอดจนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของกลุ่มนักเดินทางที่มีงบประมาณจำกัด ตลอจนผลกระทบต่อธุรกิจสายการบินและบริษัททัวร์ที่เน้นตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้หากไปดูเนื้อหาสาระในกฎหมายระบุว่า “ผู้เดินทาง” ในที่นี้หมายความถึง “ผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งเดินทางออกจากราชอาณาจักร” เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทูต วีซ่า Work Permit และวีซ่าต่างๆ จะพิจารณาเป็นบางกลุ่มที่ยกเว้นได้ เช่นไม่จัดเก็บคนที่จะไปเรียนหรือคนไปทำงาน โดยจะเรียกเก็บเฉพาะคนไทย ไม่มีการเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในขาออกนอกจากนั้นกฎหมายดังกล่าวยังระบุว่า รัฐบาลสามารถกำหนดอัตราการเก็บภาษีดังกล่าวได้ ผ่านการออกกฎกระทรวงโดยไม่ให้เกินครั้งละ 5,000 บาท
อย่างไรก็ตามเบื้องต้นกระทรวงการคลัง ประเมินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขาออกสำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศหรือ Exit Fee ไว้ในอัตรา 1,000 บาท/คน/ครั้ง โดยคาดการณ์จากฐานจำนวนคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ 10 ล้านคนต่อปี จะสร้างรายได้เข้ารัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี เพราะตามข้อมูลของการท่องเที่ยวและกีฬาหากดูจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางออกนอกประเทศย้อนหลัง อยู่ที่เฉลี่ยปีละประมาณ 10 ล้านคน โดยปี 2562 ช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 เป็นปีที่มีจำนวนคนไทยเที่ยวต่างประเทศสูงที่สุดประมาณ 11-12 ล้านคน และมีจำนวนลดลงตามสถานการณ์ท่องเที่ยวโลกในช่วงหลังโควิด และเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2567-2568 ที่มีจำนวนประมาณ 10-11 ล้านคนโดยคนไทยจำนวนนี้นำเงินไปใช้จ่ายต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.85-4.40 แสนล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยราว 35,000-40,000 บาทต่อคนต่อทริป
ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวสนับสนุนภาษีดังกล่าว โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามองว่าอัตรา 1,000 บาทไม่น่าจะมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทย เมื่อเทียบกับต้นทุนการเดินทางโดยรวมที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อีกทั้งยังเห็นด้วยในหลักการเพราะการเก็บเงินนี้มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าเอาเงินมาส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศด้วยเช่นใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบคนละครึ่งหรือ Co-payment จำนวน 10 ล้านสิทธิต่อปี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ และลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเป็นการออกแบบนโยบายในลักษณะ “ดึงเงินกลับระบบ” จากคนไทยที่มีศักยภาพเดินทางต่างประเทศ มาสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ
อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวจะจัดเก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น ไม่รวมชาวต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนกับค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ที่มีแนวคิดจัดเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตรา 300 บาท ซึ่งมีเป้าหมายในการนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวและจัดทำระบบประกันภัย
ส่วนประเด็นคือเรื่องของการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศหรือ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ซึ่งก่อนหน้านี้ภาคเอกชนกังวลว่าจะทำให้ต่างชาติชะลอมาเที่ยวไทยหรือเปลี่ยนจุดหมายปลายทางนั้น ล่าสุดจากการหารือกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) นายสุรศักดิ์ระบุว่าทางแอตต้าไม่ได้คัดค้าน เพราะเงินที่ได้มาจะนำเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว สำหรับใช้ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และดูแลจัดทำประกันให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
สำหรับค่าเหยียบแผ่นดินนั้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เก็บมาตั้งแต่ปี 2566 แต่มีการเลื่อนบังคับใช้มาเรื่อยๆ โดยมีการคาดการณ์ว่าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 13 ล้านคนที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ ทำให้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมราว 3,900 ล้านบาท
ส่วนอัตราจัดเก็บที่ 300 บาทต่อคนนั้น เป็นตัวเลขจากการศึกษาเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ซึ่งขณะนี้กระทรวงฯ กำลังตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารูปแบบ วิธีการจัดเก็บที่สะดวกสบายไม่กระทบความรู้สึกนักท่องเที่ยว และอัตราที่เหมาะสมที่สุด โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้สำหรับรายได้จากกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่จัดทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคน เพื่อดูแลรักษากรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาใช้สิทธิรักษาพยาบาลฟรีจนเป็นภาระของโรงพยาบาลรัฐ
รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบุคลากร เงินอีกส่วนจะถูกนำไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างห้องน้ำที่สะอาดและได้มาตรฐานรองรับผู้พิการ, การบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยวหลัก (เช่น ภูเก็ต) เพื่อลดภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ตลอดจนสนับสนุนการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวและอาสาสมัครเพื่อดูแลความปลอดภัย
ทางฝั่ง ATTA เองก็มีความเข้าใจและไม่ได้คัดค้าน เนื่องจากมองเห็นถึงประโยชน์ในการสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) และขาออก (Outbound) รวมถึงเม็ดเงินที่จะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามหากไปดูที่ประเทศญี่ปุ่นปลายทางยอดฮิตที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในปี 2568 เติบโตสูงสุดทุบสถิติใหม่ ถึง 42.7 ล้านคน รัฐบาลมีแนวคิดจัดเก็บภาษีเพิ่มแต่ต่างจากของไทย โดยของญี่ปุ่นเป็นการรับขึ้น "ภาษีซาโยนาระ" (Sayonara Tax) หรือภาษีขาออกเป็น 3,000 เยนต่อคน เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากเดิม 1,000 เยน หรือประมาณ 750-800 บาทมีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง โดยจะรวมอยู่ในตั๋วเครื่องบิน/เรืออัตโนมัติ ครอบคลุมทั้งชาวต่างชาติและคนญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศ ยกเว้น เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้โดยสารแวะพักเครื่อง (Transit) ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
นอกจากจะเป็นแก้ปัญหา Over tourism: นำรายได้ไปบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน: ใช้พัฒนาสนามบินและบริการต่างๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ส่วนผลกระทบต่อคนไทยแน่นอนว่าส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น: นอกเหนือจากภาษีซาโยนาระแล้ว เมืองใหญ่ เช่น โตเกียว เกียวโต โอซาก้า ยังมีการเก็บภาษีที่พักเพิ่มเติม ทำให้ต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้น เพราะญี่ปุ่นถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ1 ของคนไทย
ดังนั้นประเด็น “ภาษี-ค่าธรรมเนียมขาออกนอกประเทศ” ไม่ใช่เรื่องใหม่… เพราะทั่วโลกใช้กันอยู่แล้ว นอกจากญี่ปุ่นยังมีอีกหลายประเทศมีการเรียกเก็บทั้งในรูปแบบ “ค่าบริการสนามบิน” และ “ภาษีของรัฐ”ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกรวมไว้ในราคาตั๋วเครื่องบิน
เริ่มที่เอเชีย สิงคโปร์ ที่ สนามบินชางงี มีการเก็บค่าธรรมเนียมรวมกว่า 1,600 บาทต่อคนโดยแยกชัดทั้งค่าบริการผู้โดยสาร ค่าความปลอดภัย และค่าพัฒนาสนามบิน ส่วนที่เกาหลีใต้ ก็มีค่าธรรมเนียมขาออกประมาณ 10,000 วอน หรือราว 260 บาทส่วนฮ่องกง ที่ ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง เก็บภาษีขาออกประมาณ 120 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 550 บาท
ขยับไปยุโรป สหราชอาณาจักร รัฐบาล จัดเก็บ Air Passenger Duty หรือ APDอัตราแตกต่างตามระยะทางและชั้นโดยสาร ตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลายพันบาท llส่วนฝรั่งเศส ภายใต้ Aéroports de Paris มีการกำหนดค่าธรรมเนียมแตกต่างตามปลายทางในยุโรปถูกกว่า นอกยุโรปแพงกว่า เยอรมนี ก็มีภาษีการบินเริ่มตั้งแต่ประมาณ 12–58 ยูโร หรือราว 450 ถึงกว่า 2,000 บาท ฝั่งออสเตรเลียรัฐบาลจัด เก็บ Passenger Movement Charge ประมาณ 60 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 1,400 บาท ขณะที่ฝั่งสหรัฐอเมริกา โดย Transportation Security Administrationมีการเก็บค่าธรรมเนียมหลายรายการ ทั้งด้านความปลอดภัยและภาษีการบิน
รวมแล้วหลายร้อยบาทต่อเที่ยวบินดังนั้นภาพรวมชัดเจนว่า“เกือบทุกประเทศในโลก” มีการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกแต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือโครงสร้างราคา และความโปร่งใสหลายประเทศ “แยกองค์ประกอบชัด”บอกได้ว่าเงินแต่ละส่วนเอาไปใช้ทำอะไร บางประเทศ “ผูกกับระยะทาง” หรือ “คุณภาพบริการ” และสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “ความชัดเจนของที่มาราคา” และ “ความโปร่งใสในการจัดเก็บ”ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ผู้โดยสารยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
