เศรษฐกิจไทยต้องปฏิรูปเร่งด่วน หลังเลือกตั้ง ภารกิจใหญ่ของรัฐบาลใหม่

การเลือกตั้งครั้งใหม่ในประเทศไทยจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ที่จะตัดสินว่าพรรคไหนจะชนะและใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้ง มีงานใหญ่รออยู่ นั่นก็คือการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ขณะที่ประเทศอื่นเร่งพัฒนาแซงหน้าเราไปเรื่อย ๆ และเรามีแต่จะถูกทิ้งห่างมากขึ้น ๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จนตามใครไม่ทัน เว้นแต่รัฐบาลใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา จะเอาจริงกับการปฎิรูปเศรษฐกิจไทย จนสามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้ง
สำนักข่าว CNA รายงานว่า ที่ผ่านมาการเมืองประเทศไทยตกอยู่ในวังวนของนโยบายประชานิยมที่เน้นแจกเงิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน และกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งแม้จะช่วยให้ได้รับความนิยมและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเวลาสั้น ๆ แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้ คือการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่มั่นคงทางการเมือง ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาด้านการศึกษา และการวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม ๆ ที่มีแต่จะทำรายได้น้อยลง ๆ ทุก ๆ วัน
CNA มองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของนโยบายด้านเศรษฐกิจในประเทศไทยคือ “ขาดความต่อเนื่อง” อย่างที่เราเห็นว่าการเมืองในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขาดความมั่นคง เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็มาพร้อมกับนโยบายใหม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจ และมองไม่เห็นภาพว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนหวังจะเห็นในตอนนี้ ก็คือรัฐบาลที่มีความมั่นคง นโยบายเศรษฐกิจที่มีความแน่นอน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ
หากดูเผิน ๆ ที่ผ่านมา เหมือนเศรษฐกิจไทยพอจะเอาตัวรอดได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง การส่งออกยังเติบโต การท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงบ้าง แต่ก็ถือว่ายังเยอะอยู่ แต่ปี 2026 จะเป็นปีที่ยากลำบากมากขึ้น จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรง ส่วน GDP ของประเทศไทย ที่เมือปีที่แล้ว อยู่ที่ 2% ปีนี้ อาจลดเหลือ 1.5-1.7% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่อยู่ที่ 4% ส่วนอัตราหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยก็ยังสูงจนน่าเป็นห่วง อยู่ที่ 87-88% ต่อ GDP หากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก
เศรษฐกิจไทยยังมีคู่แข่งที่น่ากลัว อย่างเวียดนาม สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า GDP ของเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทย ในปี 2026 โดยรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมาย GDP ในปีนี้ไว้สูงถึง 10% และเตรียมโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจทำให้เวียดนามแซงหน้าประเทศไทยขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย คือการติดกับดัก “โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมแบบเดิม” มายาวนานเกินไป นั่นก็คือการผลิตอะไรแบบเดิม ๆ ด้วยเทคโนโลยีเดิม ๆ เป็นแค่ผู้รับจ้างผลิตที่มีแต่คู่แข่งเต็มไปหมด ทำให้ส่วนแบ่งรายได้ มีแต่จะน้อยลง ๆ เพราะถูกประเทศอื่นตัดราคา เรื่องนี้ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่า อุตสาหกรรมในประเทศไทยส่วนใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งหากเราจะปรับตัวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่เน้นเรื่องนวัตกรรม ภาครัฐต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ ด้วยการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน การแก้ไขกฎหมายให้มีความโปร่งใส ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ด้วยการลดหย่อนภาษี เจรจาข้อตกลงการค้าให้ไทยสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ต้องพัฒนาบุคลากร และปฏิรูประบบการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมต้องมีความยืดหยุ่นและเติบโตแบบยั่งยืน
การที่ไทยจะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ สิ่งแรกที่ต้องมีในเวลานี้คือความมั่นคงทางการเมือง เพื่อจะดำเนินนโยบายที่ความต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดคือนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน และรัฐบาลใหม่ของประเทศไทย ต้องแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ไว้ใจและเชื่อถือได้ โดยหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ การฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด ของผู้นำคนใหม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
