ดาวเทียม THEOS-2A “ความรู้” ที่ไม่เคยสูญหาย และก้าวสำคัญเศรษฐกิจอวกาศไทย

ประเทศไทยได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมอวกาศด้วยความพยายามในการส่งดาวเทียมสำรวจโลกรายละเอียดสูง THEOS-2A ขึ้นสู่วงโคจร แม้ว่าการส่งจรวดขนส่งดาวเทียม PSVL-C62 ในวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ตัวจรวดจะขัดข้องทำให้ดาวเทียมไม่สามารถเดินทางเข้าสู่วงโคจรได้ตามแผนการที่วางไว้ แต่ความพิเศษของภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงแค่การมีดาวเทียมดวงใหม่ และเป็นครั้งแรกที่วิศวกรไทยมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ออกแบบ พัฒนา ผลิต และทดสอบร่วมกับบริษัท Surrey Satellite Technology Limited (SSTL) ประเทศอังกฤษ โดยมีวิศวกรไทยจำนวน 22 คน ไปปฏิบัติงานจริงเป็นเวลา 2 ปี เพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในระดับสากล
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ดาวเทียม THEOS-2A เป็นดาวเทียมประเภทวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit) ที่มีความสูงประมาณ 500-800 กิโลเมตรจากพื้นโลก ตัวดาวเทียมมีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นดาวเทียมขนาดเล็กแต่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุด คือ การมีชิ้นส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย 15 ราย ติดตั้งอยู่บนดาวเทียมและใช้งานจริงในอวกาศ
ชิ้นส่วนเหล่านี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนทางกล (Mechanical Parts) เช่น ตัวยึดสายไฟ แท่นวางเสาสัญญาณ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแผงโซล่าเซลล์บางส่วน,,, ซึ่งก่อนจะนำขึ้นไปใช้งาน ต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานระดับโลกอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนมหาศาลขณะปล่อยตัวและความร้อนรุนแรงในสภาวะสุญญากาศได้
ศักยภาพเหนือชั้นภาพถ่ายและวิดีโอ 4K
ดาวเทียม THEOS-2A มีขีดความสามารถในการถ่ายภาพความละเอียดสูงถึง 1 เมตรต่อพิกเซล ซึ่งชัดเจนพอที่จะแยกแยะประเภทและสีของรถยนต์บนท้องถนนได้ แต่ความพิเศษที่โดดเด่นกว่าดาวเทียมสำรวจทั่วไปคือความสามารถในการถ่ายภาพเคลื่อนไหว (Video) ความคมชัดระดับ 4K ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเคลื่อนไหว เช่น การดูเครื่องบินกำลัง Take-off หรือการจราจรของเรือในอ่าว นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณเรือ (AIS) และสัญญาณเครื่องบิน (ADS-B) เพื่อใช้บูรณาการร่วมกับภาพถ่ายในการติดตามพาหนะที่อาจจงใจปิดสัญญาณสื่อสาร
โครงสร้างพื้นฐานและประโยชน์เพื่อคนไทย
ภายใต้โครงการนี้ ประเทศไทยได้สร้างศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (AIT) ขึ้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงงานสร้างและทดสอบดาวเทียมที่ทันสมัยแห่งแรกของประเทศ ศักยภาพของศูนย์นี้ได้รับการยอมรับจนดาวเทียมจากมหาวิทยาลัยนันยาง ประเทศสิงคโปร์ ได้ถูกส่งมาทดสอบที่นี่เป็นเวลาถึง 2 เดือน สำหรับประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับครอบคลุม 6 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดทำแผนที่, การจัดการเมือง, การเกษตร, การจัดการน้ำองค์รวม, การจัดการภัยธรรมชาติ และความมั่นคง โดยข้อมูลจากดาวเทียมจะช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถตัดสิน
ก้าวต่อไปสู่เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy)
แม้ว่าดาวเทียม THEOS-2A จะไม่สามารถเดินทางขึ้นสู่อวกาศตามแผนการที่วางไว้ แต่นับเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม โดยทาง GISTDA มีแผนพัฒนาดาวเทียมต่อเนื่องอีก 18 ดวง โดยแบ่งเป็นซีรีส์ต่าง ๆ Series 3-6 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย เช่น Series 3 สำหรับการเกษตรที่วิศวกรไทยกำลังออกแบบเองในประเทศ และ Series 5 ที่จะใช้เทคโนโลยี SAR (Radar) ซึ่งสามารถถ่ายภาพทะลุเมฆได้และทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
นอกจากนี้ ยังมีการวางรากฐานผ่านโครงการ School Sat เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาได้ร่วมสร้างดาวเทียมขนาดจิ๋วและส่งขึ้นสู่อวกาศจริง, เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การมีดาวเทียมไว้ใช้งาน แต่เป็นการสร้าง ระบบนิเวศอวกาศ (Space Ecosystem) ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่บุคลากร โรงงานผลิต ไปจนถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง ท่าอวกาศยาน (Spaceport) ในประเทศไทย ทั้งหมดนี้เพื่อผลักดันให้อวกาศกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
